วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา

๒. ในอนุราธสูตร ปริพาชกพวกหนึ่งถามท่านพระอนุราธะว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยอดเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติตถาคตให้เหมาะสมกับพระคุณข้อนี้ จะบัญญัติด้วยฐานะ ๔ อย่างได้หรือไม่ คือ
           (๑) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก
           (๒) หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก
           (๓) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
           (๔) หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่
     พระเถระตอบว่า ไม่ได้ ต้องบัญญัติตถาคตเว้นฐานะ ๔ อย่างนี้ พวกปริพาชกจึงกล่าวประณามพระเถระว่าคงเป็นพระบวชใหม่ หรือถ้าบวชนานก็เป็นพระเถระผู้โง่เขลา แล้วเดินจากไป พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเรื่องการสนทนานั้นให้ทรงทราบแล้วทูลถามว่า ถ้าพวกปริพาชกซักไซ้ในเรื่องนี้ต่อไปอีก จะตอบเขาอย่างไร ตรัสตอบอย่างละเอียด มีสาระคล้ายกับพระสูตรที่ ๑ แต่ทรงขยายความให้ลึกซึ้งกว้างขวางกว่ามาก เช่น ความตอนหนึ่งว่า
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นรูปว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นเวทนาว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นสัญญาว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นสังขารว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นวิญญาณว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในรูป' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากรูป' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในเวทนา' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากเวทนา' หรือ …'ตถาคตมีในสัญญา' หรือ …'ตถาคตมีนอกจากสัญญา' หรือ …'ตถาคตมีในสังขาร' หรือ …'ตถาคตมีนอกจากสังขาร' หรือ …เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตนี้ ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. แท้จริง เธอจะค้นหาตถาคตโดยจริงโดยแท้ในขันธ์ ๕ นี้ในปัจจุบัน ไม่ได้เลย ควรหรือที่เธอจะตอบพวกปริพาชากว่า 'ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยอดเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติข้อนั้น ย่อมทรงบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ ประการนี้ คือ
        (๑) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก
        (๒) หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก
        (๓) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
        (๔) หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ หรือ"
    "ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"
    "ดีละ ดีละ อนุราธะ.. ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น"
       ๓.-๖. ในปฐมสารีปุตตโกฎฐิตสูตร ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร และจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสนทนาธรรมกันด้วยเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ เหมือน ๒ สูตรแรกในสังยุตนี้ แต่ในพระสูตรที่ ๓-๖ นี้ อธิบายเหตุที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหา ๔ ข้อนี้ไว้หลายนัย ในปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร และตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะเป็นผู้ถาม ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ตอบ ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ถาม ท่านพระมหาโกฏฐิตะเป็นผู้ตอบ มีใจความสำคัญดังนี้
    ในปฐมสารีปุตตโกฎฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ ทีละข้อ ท่านพระสารีบุตรตอบปฏิเสธทีละข้อว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อพระมหาโกฏฐิตะถามถึงสาเหตุที่ไม่ทรงตอบ พระเถระตอบว่า เพราะคำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีก ก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่" ก็ดี ล้วนเป็นสักว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่านั้น
    ในทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระโกฏฐิตะถามย้ำคำถามเดิมว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงตอบปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก" ก็ดี ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก" ก็ดี ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก" ก็ดี และลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีก ก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่" ก็ดี ล้วนเป็นลัทธิที่มีแก่บุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็นรูป เหตุเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งรูป ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสัญญา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นสังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสังขาร ผู้ไม่รู้ไม่เห็นวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง
    ในตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามย้ำคำถามเดิมอีก ท่านพระสารีบุตรตอบคำถามนั้นอีกนัยหนึ่งว่า ลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้ล้วนมีแก่บุคคลผู้ยังมีราคะ ฉันทะ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน และตัณหาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีแก่ผู้ปราศจากกิเลสเหล่านั้น
    ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาอย่างเดียวกับที่ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามใน พระสูตรที่แล้ว ๆ มา ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า เพราะลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไม่มีแก่ผู้ไม่ชื่นชม ยินดี บันเทิงในขันธ์ ๕ นี้
    เมื่อท่านพระสารีบุตรถามว่า มีเหตุผลอย่างอื่นอีกหรือไม่ ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่ามี คือ เพราะลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้มีแก่บุคคลผู้ชื่นชมยินดี บันเทิงในภพ ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ชื่นชม ไม่ยินดี ไม่บันเทิงในภพ ผู้รู้เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง
    … มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในอุปาทาน ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งอุปาทาน ตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้มีนัยตรงกันข้าม
    … มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในตัณหา ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งตัณหา ตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้มีนัยตรงกันข้าม
       ๗. ในโมคคัลลานสูตร ปริพาชกชื่อวัจฉโคตร ถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการ กับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านตอบว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกถามต่อไปว่า เพราะเหตุไร พวกปริพาชกจึงตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะเหตุไร พระสมณโคดมจึงไม่ตอบ ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า เพราะพวกปริพาชกเห็นอายตนะภายใน ๖ คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ว่า "นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา" ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงเห็นอายตนะภายในเหล่านั้นว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา"
    วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาที่ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระองค์ตรัสตอบอย่างเดียวกสับที่พระเถระตอบทุกประการ วัจฉโคตรปริพาชกกล่าวชมว่า "น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของพระสาวกเทียบเคียงกันได้ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ"
       ๘. ในวัจฉโคตตสูตร  วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการอีก เมื่อพระมีพระภาคทรงยืนยันว่า พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามเหตุผลที่พวกปริพาชกตอบและพระองค์ไม่ทรางตอบเหมือนใน โมคคัลลานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบอีกนัยหนึ่งว่า ที่พวกปริพาชกตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะเห็นรูปว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีรูป เห็นรูปในอัตตา หรือเห็นอัตตาในรูป เห็นเวทนา… เห็นสัญญา… เห็นสังขาร… เห็นวิญญาณว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ เห็นวิญญาณในอัตตา หรือเห็นอัตตาในวิญญาณ ส่วนพระองค์ไม่ทรงเห็นอย่างนั้น วัจฉโคตรปริพาชกถามท่านพระมหาโมคคัลลานะอีก พระเถระก็ตอบอย่างเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ วัจฉโคตรปริพาชกก็กล่าวชมอีก
       ๙. ในกุตูหลสาลาสูตร วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า พวกสมณพราหมณ์สนทนากันที่ศาลาถกแถลงเรื่องที่ครูทั้ง ๖ พยากรณ์สาวกว่า คนโน้นไปเกิดในภพโน้น คนโน้นไปเกิดในภพโน้น ถึงสาวกที่ได้รับยกย่องเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ บรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังได้รับคำพยากรณ์ว่า คนโน้นไปเกิดในภพโน้น คนโน้นไปเกิดในภพโน้นเหมือนกัน พระสมณโคดมเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเหมือนครูเหล่านั้น และทรงพยากรณ์สาวกเหล่านั้นเหมือนครูเหล่านั้น แต่ที่ต่างกัน คือ ทรงพยากรณ์สาวกผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยิ่งว่า ตัดตัณหาได้ขาด ถอนสังโยชน์ได้ ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ เขากราบทูลว่า เขามีความสงสัยว่า พระองค์ทรงรู้ยิ่ง
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วัจฉโคตรปริพาชกสงสัยเรื่องที่ควรสงสัย ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงบัญญัติความอุบัติสำหรับผู้มีอุปาทานเหล่านั้น ไม่ทรงบัญญัติสำหรับผู้ไม่มีอุปาทาน ทรงยกอุปมาว่า คนมีอุปาทานเหมือนไฟมีเชื้อ ย่อมติดไฟได้อีก
    วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามว่า กรณีที่ไฟถูกลมพัดไปไกล ไฟมีอะไรเป็นเชื้อ ตรัสตอบว่า มีลมเป็นเชื้อ เขาทูลถามต่อไปว่า เวลาที่สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ไป และยังไม่มีกายอื่น สัตว์มีอะไรเป็นเชื้อ ตรัสตอบว่า มีตัณหาเป็นเชื้อ
       ๑๐. ในอานันทสูตร วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า อัตตามีอยู่หรือ อัตตาไม่มีอยู่หรือ พระองค์ทรงนิ่งอยู่ และวัจฉโคตรปริพาชกกลับไปโดยไม่ได้รับคำตอบใด ๆ ท่านพระอานนท์ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้นด้วยได้ทูลถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ทรงตอบวัจฉโคตรปริพาชก ตรัสตอบว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบว่า อัตตามีอยู่ ก็ตรงกับลัทธิสัสสตทิฏฐิ ถ้าทรงตอบว่า อัตตาไม่มีอยู่ ก็ตรงกับอุจเฉททิฏฐิ อนึ่ง ถ้าทรงตอบว่า อัตตามีอยู่ ก็อนุโลมเข้ากับหลักอนัตตาของพระองค์ไม่ได้ ก็เท่ากับส่งเสริมให้วัจฉโคตรปริพาชกเชื่อเรื่องงมงายต่อไป
       ๑๑. ในสภิยกัจจานสูตร วัจฉโคตรปริพาชกถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ กับท่านพระสภิยกัจจานะ ท่านตอบว่า ปัญหาเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกซักว่า เพราะเหตุไร ท่านตอบว่า เพราะเหตุและปัจจัยให้บัญญัติว่าตถาคตมีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ล้วนผิดหมดทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้  จะบัญญัติตถาคตด้วยเหตุและปัจจัยอะไรเล่า
    วัจฉโคตรปริพาชกถามท่านพระสภิยกัจจานะว่า บวชมานานเท่าไร ท่านตอบว่า บวชมา ๓ พรรษา วัจฉโคตรปริพาชกกล่าวชมว่า คำตอบของท่านผู้บวชมา ๓ พรรษา เหมาะสมดีแล้ว คำตอบไพเราะอย่างนี้ ไม่ต้องพูดอะไรต่อไปอีกแล้ว

Share