วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา

ข. จูฬมาลุงกยสูตร
    พระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาทางอภิปรัชญา นอกจากที่ท่านประมวลไว้ในอัพยากตสังยุตดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกจำนวนมาก ในที่นี่ขอนำจูฬมาลุงกยสูตรมาเสนอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
    วันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ท่านพระมาลุงกยบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงขึ้นว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบปัญหา ๑๐ ประการ ทรงวางเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ จึงรู้สึกไม่พอใจ และคิดจะเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง หากทรงตอบ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป แต่ถ้าไม่ทรงตอบอีก ก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
    ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่หลีกเร้น เจ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเล่าความคิดคำนึงดังกล่าวให้ทรงทราบทุกประการ และกราบทูลเสริมว่า ถ้าทรงทราบคำตอบของปัญหาเหล่านี้ก็จงตรัสตอบมาเถิด แต่ถ้าไม่ทรงทราบ ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรง ๆ เถิดว่า ไม่ทรงทราบ
    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้หรือว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้
    ตรัสถามต่อไปว่า พระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระองค์ไว้ก่อนหรือว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้กราบทูลไว้ก่อน
    จึงทรงสรุปว่า "โมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใคร" ตรัสยืนยันว่า บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ
 
ทรงอุปมาด้วยบุคคลผู้ต้องศร
    ทรงอุปมาให้ฟังว่า บุรุษถูกลูกศรอาบยาพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรง มิตรสหายและญาติสายโลหิตของเขาไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาให้การรักษา แต่เขาห้ามไว้ บอกว่า ให้รอไปก่อนจนกว่าเขาจะรู้ว่า
      ๑. คนที่ยิงเขาเป็นใคร เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร
      ๒. มีชื่อตัว ชื่อโคตรว่าอย่างไร มีลักษณะอย่างไร สูง ต่ำ หรือปานกลาง
      ๓. เป็นคนผิวดำ ผิวคล้ำ หรือผิวสองสี
      ๔. อยู่ในบ้าน นิคม หรือนครชื่อใด
      ๕. ธนูที่ผู้นั้นใช้ยิง เป็นชนิดอะไร ชนิดมีแล่ง หรือชนิดเกาทัณฑ์
      ๖. ธนูชนิดนั้น สายทำด้วยอะไร ทำด้วยปอ ผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่าน หรือเยื่อไม้
      ๗. ลูกธนู (ศร) ที่เขาใช้ยิงนั้น ทำด้วยอะไร ทำด้วยไม้เกิดเองหรือไม้คัดปลูก
      ๘. หางเกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิง เสียบด้วยขนปีกนกอะไร นกแร้ง นกตะกรุม นกเหยี่ยว นกยูง หรือนกปากห่าง
      ๙. เกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิง พันด้วยเอ็นอะไร เอ็นวัว เอ็นควาย เอ็นค่าง หรือเอ็นลิง
      ๑๐. ลูกธนูที่เขาใช้ยิง เป็นชนิดอะไร เป็นลูกศรธรรมดา ลูกศรคม ลูกศรหัวเกาทัณฑ์ ลูกศรหัวโลหะ ลูกศรหัวเขี้ยวสัตว์ หรือลูกศรพิเศษ
    ทรงสรุปว่า กว่าจะได้คำตอบของคำถามเหล่านี้ บุรุษนั้นต้องตายไปก่อน ข้อนี้ ฉันใด บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

เหตุผลที่ไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญา
    ทรงชี้แจงว่า เมื่อมีความเห็นว่า "โลกเที่ยง" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า "โลกไม่เที่ยง" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า "โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง" ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทรงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น
    เมื่อมีความเห็นว่า "โลกมีที่สุด"… เมื่อมีความเห็นว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่" ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทางบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น
    ทรงสรุปว่า "มาลุงกยบุตร เพราะฉะนั้น เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่า เป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหาที่เราตอบว่า เป็นปัญหาที่ตอบเถิด"
    ทรงอธิบายเหตุผลที่ไม่ทรงตอบและที่ทรงตอบด้วยวิธีถามเอง-ตอบเอง มีสาระสำคัญดังนี้
    ถาม  ปัญหาอะไรที่ไม่ทรงตอบ
    ตอบ  ปัญหาว่า "โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง… หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่"
    ถาม  เพราะเหตุไร จึงไม่ทรงตอบ
    ตอบ  เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
    ถาม  ปัญหาอะไรที่ทรงตอบ
    ตอบ  ปัญหาว่า "นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
    ถาม  เพราะเหตุไร จึงทรงตอบ
    ตอบ  เพราะมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
    เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอธิบายจบ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดี ชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้

วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระไตรปิฎก
    พระพุทธเจ้าทรงนำแนวความคิดทางอภิปรัชญาของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนามาแสดง และทรงวิเคราะห์ไว้ตามบริบทต่าง ๆ ดังปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จำนวนมาก ในที่นี้ขอนำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
      ๑. ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในพรหมชาลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๙)
      ๒. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในปัญจัตตยสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
      ๓. ทรงแสดงทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ตามทรรศนะของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนาไว้ในปาฏิกสูตร และตามแนวพุทธไว้ในอัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑)
      ๔. ลัทธิครูทั้ง ๖ ในสามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
      ๕. ทรงวิเคราะห์หลักกรรมของลัทธินิครนถ์นาฏบุตรไว้ในเทวทหสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
      ๖. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิที่ขัดแย้งกัน ๕ คู่ ไว้ในอปัณณกสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓)
      ๗. ทรงวิเคราะห์พรหมของศาสนาพราหมณ์ไว้ในเตวิชชสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
      ๘. ทรงวิเคราะห์กฎแห่งกรรมตามหลักมหากัมมวิภังค์ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)


[เอกสาร ประกอบการบรรยายเรื่อง "วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา" ในการประชุมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "ปรัชญา : ทิศทางที่ควรจะรับและรู้" ของคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๕-๖ กรกฎคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ณ สถานพักฟื้นสวางคนิวาส ตำบลบางปู อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ]

 

Share