วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา

 

อภิปรัชญา คือ สาขาปรัชญาที่ศึกษาหาความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยการคาดคะเนความจริงด้วยเหตุผล ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตรหรือเกสปุตตสูตร...


วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา

อดิศักดิ์   ทองบุญ


ความนำ
    คำว่า อภิปรัชญา เป็นศัพท์บัญญัติภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติขึ้นแทนคำ Metaphysics ในภาษาอังกฤษ พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๓ ให้บทนิยามไว้ว่า "เป็นปรัชญาสาขาที่ว่าด้วยสิ่งเป็นจริง เช่น พระเป็นเจ้า (God) โลก (World) วิญญาณ (soul) สาระ (Substance) เจตจำนงเสรี (free will)"
    คำว่า สิ่งเป็นจริง (reality) พจนานุกรมศัพท์ปรัชญาที่อ้างถึงข้างต้น ให้บทนิยามว่า ได้แก่ "สิ่งที่มีอยู่จริง เป็นอยู่จริง ซึ่งอาจรู้ได้หรือไม่อาจรู้ได้ทางประสาทสัมผัส" หมายความว่า สิ่งเป็นจริงนั้นมีลักษณะ ๒ อย่าง คือ มีอยู่จริงและเป็นอยู่จริง ฉะนั้น การจะถือว่าสิ่งใดเป็นสิ่งเป็นจริง ก็ต้องดูว่า สิ่งนั้น มีอยู่จริง และเป็นอยู่จริงหรือไม่
    การจะรู้ว่า สิ่งใด มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง ให้ศึกษาจากความมีอยู่ (existence) ของสิ่งนั้น เช่น ศึกษาว่า พระเป็นเจ้า (God) มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามีอยู่จริง มีอยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร พวกเทวนิยม (theists) จะตอบคำถามนี้ว่า พระเป็นเจ้ามีอยู่เอง เป็นอยู่เอง คือ เกิดเอง ไม่มีเหตุปัจจัยภายนอก จึงไม่ถูกจำกัดด้วยกาละ =  นิรันดร ไม่ถูกจำกัดด้วยเทศะ = แพร่อยู่ทั่วไป ทั้งในโลกนี้ ที่เรียกตามศัพท์ทางวิชาการว่า อัพภันตรภาพ (immanent) และแพร่เลยโลกนี้ออกไปด้วยที่เรียกว่า อุตรภาพ (transcendent)
    การจะรู้ว่า สิ่งใดเป็นอยู่จริงหรือไม่ ให้ศึกษาจากความเป็นอยู่หรือความเป็น (essence) ของสิ่งนั้น เช่น ศึกษาว่า พระเป็นเจ้า คือใคร มีคุณลักษณะอย่างไร พวกเทวนิยมจะตอบคำถามนี้ว่า พระเป็นเจ้า คือ ผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง บางพวกพรรณนาว่า มีรูปร่างลักษณะเป็นบุคคล (personal) บางพวกพรรณนาว่า ไม่มีรูปร่างลักษณะเป็นบุคคล (impersonal) และพรรณนาคุณลักษณะว่าเป็นสัพพัญญู (omniscient) สรรพวิภู (omnipresent) สรรพพลานุภาพ (omnipotent) เป็นต้น
    กล่าวโดยสรุป อภิปรัชญา คือ สาขาปรัชญาที่ศึกษาหาความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายโดยใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยการคาดคะเนความจริงด้วยเหตุผล ไม่ยอมเชื่ออะไรง่าย ๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกาลามสูตรหรือเกสปุตตสูตร

อภิปรัชญากับศาสนา
    อภิปรัชญากับศาสนามีความคล้ายคลึงกันในลักษณะต่อไปนี้
      ๑. อภิปรัชญาและศาสนามีวัตถุประสงค์ขั้นต้นตรงกัน คือ เพื่อศึกษาหาความแท้จริงที่อยู่เบื้องหลังของโลกหรือของเอกภพ เพราะถือว่า โลกหรือเอกภพเป็นเพียงภาพปรากฏ (appearance) หรือปรากฏการณ์ (phenomenon) ของสิ่งเป็นจริง หรือความแท้จริง (reality)
      ๒. ทั้งอภิปรัชญาและศาสนาพยายามที่จะก้าวไปให้พ้นภาพปรากฏหรือปรากฏการณ์ซึ่ง เป็นเสมือนม่านปิดบังความแท้จริงของโลกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทั้ง หลาย ผู้ที่ก้าวพ้นปรากฏการณ์เหล่านี้ไปเท่านั้นจึงจะมองเห็นความแท้จริงได้
      ๓. ทั้งอภิปรัชญาและศาสนาเน้นถึงการฝึกจิตว่า เป็นวิธีที่จะนำไปสู่การบรรลุสัจธรรมหรือความแท้จริงได้ (ยกเว้นอภิปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยม)
      ๔. ทั้งอภิปรัชญาและศาสนาเชื่อในความสามารถของจิตมนุษย์ว่า สามารถสัมผัสสัจธรรมโดยตรงได้ (ยกเว้นอภิปรัชญาฝ่ายวัตถุนิยม)
      ๕. ทั้งอภิปรัชญาและศาสนาประเมินค่าของปรากฏการณ์ว่า ต่ำกว่าค่าของสัจธรรมที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นั้น ๆ
      ๖. ทั้งอภิปรัชญาและศาสนาเริ่มต้นด้วยประสบการณ์ของชีวิต ซึ่งทั้งสองยอมรับว่า ชีวิตนั้นมีอยู่จริง และพยายามทำให้บริสุทธิ์และดียิ่ง ๆ ขึ้นได้
    อภิปรัชญากับศาสนาโดยเฉพาะฝ่ายเทวนิยมมีความต่างกันในลักษณะต่อไปนี้
      ๑. อภิปรัชญาและศาสนาแตกต่างกันในปัญหาเรื่องวิธีการ กล่าวคือ อภิปรัชญา (บางสำนัก) ใช้วิธีการอุปนัย (induction = พิจารณาจากข้อเท็จจริงไปหากฎ เช่น สังเกตพบว่า คนแต่ละคน เช่น นาย ก นาย ข นาย ค มีอันต้องตาย จึงสรุปลงเป็นกฎว่า มนุษย์ทุกคนต้องตาย) ส่วนศาสนาใช้วิธีการนิรนัย (deduction = พิจารณาจากกฎไปหาข้อเท็จจริง เช่น สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง คนเป็นสังขาร เพราะฉะนั้น คนจึงไม่เที่ยง)
      ๒. อภิปรัชญาใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาพิจารณาสภาพธรรมที่เป็นโลกุตตระ ส่วนศาสนาใช้วิธีมอบกายถวายชีวิต (ภักดี) ต่อสภาพธรรมนั้น
      ๓. อภิปรัชญามีฐานะเป็นวัตถุวิสัยหรือปรวิสัย (objective) มาก่อน คือ ถือว่า  สิ่งเป็นจริง เป็นสิ่งมีอยู่จริงภายนอกตัวเรา ที่ใคร ๆ ก็สามารถรู้ตรงกันได้ ส่วนศาสนามีฐานะเป็นจิตวิสัยหรืออัตวิสัย (subjective) คือ ถือว่า สิ่งเป็นจริง มีอยู่ในตัวเรา เป็นเรื่องเดียวกับจิตวิญญาณของเรา
      ๔. อภิปรัชญาเห็นว่า การค้นคว้าด้วยเหตุผลเท่านั้นจะบรรลุถึงความรู้แจ้งสัจธรรมได้ ส่วนศาสนากลับเห็นว่า ความภักดีและศรัทธาในพระเป็นเจ้าเท่านั้น จะนำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสัจธรรมได้
      ๕. อภิปรัชญาไม่มีศรัทธาล่วงหน้าในสิ่งที่จะศึกษาค้นคว้า แต่ศาสนาเริ่มต้นด้วยศรัทธาในพระเป็นเจ้าที่เขารักเคารพและเชื่อถืออยู่ก่อน
      ๖. อภิปรัชญามีขอบเขตที่จะต้องศึกษากว้างขวางกว่า คือว่าด้วยความแท้จริงเกี่ยวกับโลกทั้งมวล ส่วนศาสนาว่าด้วยเรื่องพระเป็นเจ้าในส่วนที่สัมพันธ์กับมนุษย์เท่านั้น
      ๗. อภิปรัชญามีเนื้อหากว้างขวาง รวมถึงธาตุประกอบของจิตมนุษย์ทั้งหมดหรือการับรู้อารมณ์ (Knowing) การเสวยอารมณ์หรือความรู้สึกสุขทุกข์ (feeling) และความตั้งใจหรือเจตนา (willing) ส่วนศาสนาเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรู้สึกหรือการเสวยอารมณ์ ซึ่งในที่สุดกลายเป็นศรัทธา
      ๘. อภิปรัชญามุ่งเน้นเรื่องจักรวาลเป็นสำคัญ (cosmocentric) ส่วนศาสนามุ่งศึกษาเรื่องตัวตนหรืออัตตาเป็นสำคัญ
      ๙. อภิปรัชญาศึกษาเพื่อรู้ความจริงเท่านั้น ส่วนศาสนามุ่งปฏิบัติให้เข้าถึงความจริง
      ๑๐. อภิปรัชญาศึกษาเพื่อให้ความต้องการทางพุทธิปัญญา (intellectual) บรรลุผลสำเร็จ ส่วนศาสนาศึกษาเพื่อให้ความต้องการทางอารมณ์ (emotional need) บรรลุผลสำเร็จ
      ๑๑. อภิปรัชญาเป็นเรื่องของสมอง  แต่ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ

พระพุทธศาสนากับปัญหาทางอภิปรัชญา
    เป็นที่ทราบกันดีในวงการศึกษาพระพุทธศาสนาว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญา ได้แก่ ปัญหาที่เกี่ยวกันอันตคาหิกทิฏฐิ (ความเห็นที่ยึดถือที่สุด) ๑๐ ประการ คือ
      ๑. โลกเที่ยง  ใช่ไหม
      ๒. โลกไม่เที่ยง  ใช่ไหม
      ๓. โลกมีที่สุด  ใช่ไหม
      ๔. โลกไม่มีที่สุด  ใช่ไหม
      ๕. ชีวะ (วิญญาณ) กับสรีระ (ร่างกาย) ไม่ต่างกัน  ใช่ไหม
      ๖. ชีวะ กับ สรีระ ต่างกัน  ใช่ไหม
      ๗. ตถาคต (สัตว์) ตายแล้ว เกิดอีก  ใช่ไหม
      ๘. ตถาคต ตายแล้ว ไม่เกิดอีก  ใช่ไหม
      ๙. ตถาคต ตายแล้ว เกิดอีก ก็มี ไม่เกิดอีก ก็มี  ใช่ไหม
      ๑๐. ตถาคต ตายแล้ว จะว่าเกิดอีก ก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่  ใช่ไหม
    ถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญาเหล่านี้ มีการตีความท่าทีของพระพุทธองค์ต่อปัญหาเหล่านี้ไว้ต่างกัน
    ในฝ่ายเถรวาท ตีความว่า ที่ไม่ทรงตอบ เพราะไม่เป็นประโยชน์ กล่าวคือ จะทรงตอบหรือไม่ทรงตอบก็ไม่ได้ช่วยผู้ฟังให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เลย แต่ฝ่ายมหายานตอบว่า อาการที่ทรงนิ่งไม่ตรัสตอบปัญหาทางอภิปรัชญาออกมาเป็นภาษาพูดนั้นเป็นการตอบ ที่ถูกต้องที่สุด เพราะถ้าทรงตอบด้วยภาษาพูดของมนุษย์จะตอบได้ ๒ อย่าง คือ ตอบรับว่า "ใช่" และตอบปฏิเสธว่า "ไม่ใช่" ถ้าทรงตอบรับ จะตรงกับทิฏฐิของสมณพราหมณ์ฝ่ายหนึ่งซึ่งรู้กันอยู่แล้ว ถ้าทรงตอบปฏิเสธ ก็จะตรงกับทิฏฐิของสมณพราหมณ์อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งรู้กันอยู่แล้วเช่นกัน และทรงเห็นว่า เรื่องเหล่านี้ลึกซึ้งกว่าที่สมณพราหมณ์เหล่านี้รู้กัน คำตอบของสมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงไม่ถูกต้อง สรุปว่าที่ไม่ทรงตอบนั่นแหละถูกที่สุด เพราะเรื่องเหล่านี้พูดไม่ได้ อยู่เหนือคำพูดของมนุษย์
    พระพุทธศาสนามหายานนิกายเซ็น ถือว่าประสบการณ์ทางศาสนาขั้นสูงสุดนั้น อยู่เหนือความคิด (เหตุผล) และภาษา เมื่อจะนำออกเผยแพร่แก่ผู้อื่น จะต้องลดทอนลงถึง ๒ ระดับ คือ ลดทอนลงสู่ระดับความคิดทางเหตุผลก่อน แล้วลดลงสู่สัญลักษณ์ทางภาษาหรือการสื่อสารที่บัญญัติขึ้นในหมู่ชนต่าง ๆ อีกระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผ่านสื่อจึงไม่ใช่สิ่งจริงทั้งหมดหรือสิ่งสากล
    ตามทรรศนะนี้ถือว่า พระพุทธศาสนามิได้คัดค้านหลักความจริงทางอภิปรัชญา แต่ต้องรู้ให้จริง รู้ให้ถึงแก่นของอภิปรัชญาเท่านั้น การรู้แจ้ง จะไม่ทำให้หลงยึดติด เมื่อไม่หลงยึดติด ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่อาจผูกพันให้หลงวนอยู่ในข่ายแห่งอภิปรัชญาเหมือนปลาติดแห ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (พระไตรปิฎก เล่ม ๙)
    เพื่อให้เข้าใจท่าทีของพระพุทธศาสนาต่อปัญหาทางอภิปรัชญาดังกล่าวได้ชัดเจน ยิ่งขึ้น ขอนำพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องนี้ที่ท่านประมวลไว้ในคัมภีร์สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค หมวดอัพยากตสังยุต (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๘) จำนวน ๑๑ สูตร และจูฬมาลุงกยสูตรในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓) มาเสนอ เพื่อพิจารณาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

    ก. พระสูตร ๑๑ สูตร ในอัพยากตสังยุต มีสาระสำคัญ ดังนี้
       ๑. ในเขมาสูตร เขมาภิกษุณีผู้เป็นอัครสาวิกาของพระผู้มีพระภาค ขณะจาริกไปพักอยู่ที่โตรณวัตถุ ระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกต พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปพบและได้สนทนากัน พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามถึงอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ พระเถรีถวายพระพรว่า เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ ท้าวเธอตรัสถามถึงสาเหตุที่ไม่ทรงตอบ พระเถรีถวายพระพรเป็นเชิงปฏิปุจฉาพยากรณ์และอุปมาโวหาร ความว่า นักคำนวณ นักประเมิน หรือนักประมวล ไม่สามารถจะนับทรายในแม่น้ำคงคาให้ถูกต้องว่า มีประมาณเท่านั้น เท่านี้เม็ด ไม่สามารถจะนับน้ำในมหาสมุทรได้ถูกต้องว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านนี้อาฬหกะ (ทะนาน) ฉันใด การจะบัญญัติตถาคต (ในที่นี้พระเถรียักย้ายให้หมายถึงพระพุทธเจ้าอย่างที่ใช้ในพระพุทธศาสนา) ว่า หลังจากตายแล้ว "พระตถาคตเกิดอีก" ก็ดี "ไม่เกิดอีก" ก็ดี "ทั้งเกิดอีกและไม่เกิดอีก" ก็ดี และ "จะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าวไม่เกิดอีกก็มิใช่" ก็ดี ล้วนไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ฉันนั้น เพราะจะบัญญัติตถาคตด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเช่นนั้น พระตถาคตทรงละได้เด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน ไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
    ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามปัญหาเหล่านี้กับพระผู้มีพระภาคอีก พระองค์ก็ตรัสตอบอย่างเดียวกับที่พระเถรีตอบ ท้าวเธอจึงตรัสชมเชยว่า "น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของพระสาวิกาเทียบเคียงกันได้เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนในบทที่ สำคัญ"


๒. ในอนุราธสูตร ปริพาชกพวกหนึ่งถามท่านพระอนุราธะว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยอดเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติตถาคตให้เหมาะสมกับพระคุณข้อนี้ จะบัญญัติด้วยฐานะ ๔ อย่างได้หรือไม่ คือ
           (๑) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก
           (๒) หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก
           (๓) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
           (๔) หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่
     พระเถระตอบว่า ไม่ได้ ต้องบัญญัติตถาคตเว้นฐานะ ๔ อย่างนี้ พวกปริพาชกจึงกล่าวประณามพระเถระว่าคงเป็นพระบวชใหม่ หรือถ้าบวชนานก็เป็นพระเถระผู้โง่เขลา แล้วเดินจากไป พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเรื่องการสนทนานั้นให้ทรงทราบแล้วทูลถามว่า ถ้าพวกปริพาชกซักไซ้ในเรื่องนี้ต่อไปอีก จะตอบเขาอย่างไร ตรัสตอบอย่างละเอียด มีสาระคล้ายกับพระสูตรที่ ๑ แต่ทรงขยายความให้ลึกซึ้งกว้างขวางกว่ามาก เช่น ความตอนหนึ่งว่า
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นรูปว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นเวทนาว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นสัญญาว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นสังขารว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นวิญญาณว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในรูป' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากรูป' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในเวทนา' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากเวทนา' หรือ …'ตถาคตมีในสัญญา' หรือ …'ตถาคตมีนอกจากสัญญา' หรือ …'ตถาคตมีในสังขาร' หรือ …'ตถาคตมีนอกจากสังขาร' หรือ …เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีในวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตมีนอกจากวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า 'เป็นตถาคต' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. เธอเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เธอพิจารณาเห็นว่า 'ตถาคตนี้ ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ' หรือ"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า"
     "อนุราธะ.. แท้จริง เธอจะค้นหาตถาคตโดยจริงโดยแท้ในขันธ์ ๕ นี้ในปัจจุบัน ไม่ได้เลย ควรหรือที่เธอจะตอบพวกปริพาชากว่า 'ผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ ทรงบรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยอดเยี่ยม เมื่อจะทรงบัญญัติข้อนั้น ย่อมทรงบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ ประการนี้ คือ
        (๑) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก
        (๒) หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก
        (๓) หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก
        (๔) หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ หรือ"
    "ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า"
    "ดีละ ดีละ อนุราธะ.. ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น"
       ๓.-๖. ในปฐมสารีปุตตโกฎฐิตสูตร ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร และจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะสนทนาธรรมกันด้วยเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ เหมือน ๒ สูตรแรกในสังยุตนี้ แต่ในพระสูตรที่ ๓-๖ นี้ อธิบายเหตุที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบปัญหา ๔ ข้อนี้ไว้หลายนัย ในปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร และตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะเป็นผู้ถาม ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ตอบ ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ถาม ท่านพระมหาโกฏฐิตะเป็นผู้ตอบ มีใจความสำคัญดังนี้
    ในปฐมสารีปุตตโกฎฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ ทีละข้อ ท่านพระสารีบุตรตอบปฏิเสธทีละข้อว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อพระมหาโกฏฐิตะถามถึงสาเหตุที่ไม่ทรงตอบ พระเถระตอบว่า เพราะคำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก" ก็ดี คำว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีก ก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่" ก็ดี ล้วนเป็นสักว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เท่านั้น
    ในทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระโกฏฐิตะถามย้ำคำถามเดิมว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงตอบปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก" ก็ดี ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก" ก็ดี ลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก" ก็ดี และลัทธิที่ว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีก ก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช่" ก็ดี ล้วนเป็นลัทธิที่มีแก่บุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็นรูป เหตุเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งรูป ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเวทนา เหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งเวทนา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นสัญญา เหตุเกิดแห่งสัญญา ความดับแห่งสัญญา ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสัญญา ผู้ไม่รู้ไม่เห็นสังขาร เหตุเกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งสังขาร ผู้ไม่รู้ไม่เห็นวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง
    ในตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามย้ำคำถามเดิมอีก ท่านพระสารีบุตรตอบคำถามนั้นอีกนัยหนึ่งว่า ลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้ล้วนมีแก่บุคคลผู้ยังมีราคะ ฉันทะ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน และตัณหาในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีแก่ผู้ปราศจากกิเลสเหล่านั้น
    ในจตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถามปัญหาอย่างเดียวกับที่ท่านพระมหาโกฏฐิตะถามใน พระสูตรที่แล้ว ๆ มา ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า เพราะลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ไม่มีแก่ผู้ไม่ชื่นชม ยินดี บันเทิงในขันธ์ ๕ นี้
    เมื่อท่านพระสารีบุตรถามว่า มีเหตุผลอย่างอื่นอีกหรือไม่ ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่ามี คือ เพราะลัทธิทั้ง ๔ อย่างนี้มีแก่บุคคลผู้ชื่นชมยินดี บันเทิงในภพ ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ชื่นชม ไม่ยินดี ไม่บันเทิงในภพ ผู้รู้เห็นความดับแห่งภพตามความเป็นจริง
    … มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในอุปาทาน ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งอุปาทาน ตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้มีนัยตรงกันข้าม
    … มีแก่บุคคลผู้ชื่นชม ยินดี บันเทิงในตัณหา ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งตัณหา ตามความเป็นจริง ไม่มีแก่บุคคลผู้มีนัยตรงกันข้าม
       ๗. ในโมคคัลลานสูตร ปริพาชกชื่อวัจฉโคตร ถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการ กับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านตอบว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกถามต่อไปว่า เพราะเหตุไร พวกปริพาชกจึงตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะเหตุไร พระสมณโคดมจึงไม่ตอบ ท่านพระมหาโมคคัลลานะตอบว่า เพราะพวกปริพาชกเห็นอายตนะภายใน ๖ คือ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย และมโน ว่า "นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา" ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงเห็นอายตนะภายในเหล่านั้นว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา"
    วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาที่ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระองค์ตรัสตอบอย่างเดียวกสับที่พระเถระตอบทุกประการ วัจฉโคตรปริพาชกกล่าวชมว่า "น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดากับของพระสาวกเทียบเคียงกันได้ เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ"
       ๘. ในวัจฉโคตตสูตร  วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ทูลถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการอีก เมื่อพระมีพระภาคทรงยืนยันว่า พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามเหตุผลที่พวกปริพาชกตอบและพระองค์ไม่ทรางตอบเหมือนใน โมคคัลลานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบอีกนัยหนึ่งว่า ที่พวกปริพาชกตอบปัญหาเหล่านี้ เพราะเห็นรูปว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีรูป เห็นรูปในอัตตา หรือเห็นอัตตาในรูป เห็นเวทนา… เห็นสัญญา… เห็นสังขาร… เห็นวิญญาณว่าเป็นอัตตา เห็นอัตตาว่ามีวิญญาณ เห็นวิญญาณในอัตตา หรือเห็นอัตตาในวิญญาณ ส่วนพระองค์ไม่ทรงเห็นอย่างนั้น วัจฉโคตรปริพาชกถามท่านพระมหาโมคคัลลานะอีก พระเถระก็ตอบอย่างเดียวกับที่พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ วัจฉโคตรปริพาชกก็กล่าวชมอีก
       ๙. ในกุตูหลสาลาสูตร วัจฉโคตรปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า พวกสมณพราหมณ์สนทนากันที่ศาลาถกแถลงเรื่องที่ครูทั้ง ๖ พยากรณ์สาวกว่า คนโน้นไปเกิดในภพโน้น คนโน้นไปเกิดในภพโน้น ถึงสาวกที่ได้รับยกย่องเป็นอุดมบุรุษ เป็นบรมบุรุษ บรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังได้รับคำพยากรณ์ว่า คนโน้นไปเกิดในภพโน้น คนโน้นไปเกิดในภพโน้นเหมือนกัน พระสมณโคดมเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเหมือนครูเหล่านั้น และทรงพยากรณ์สาวกเหล่านั้นเหมือนครูเหล่านั้น แต่ที่ต่างกัน คือ ทรงพยากรณ์สาวกผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุอย่างยิ่งว่า ตัดตัณหาได้ขาด ถอนสังโยชน์ได้ ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ เขากราบทูลว่า เขามีความสงสัยว่า พระองค์ทรงรู้ยิ่ง
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วัจฉโคตรปริพาชกสงสัยเรื่องที่ควรสงสัย ตรัสต่อไปว่า พระองค์ทรงบัญญัติความอุบัติสำหรับผู้มีอุปาทานเหล่านั้น ไม่ทรงบัญญัติสำหรับผู้ไม่มีอุปาทาน ทรงยกอุปมาว่า คนมีอุปาทานเหมือนไฟมีเชื้อ ย่อมติดไฟได้อีก
    วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามว่า กรณีที่ไฟถูกลมพัดไปไกล ไฟมีอะไรเป็นเชื้อ ตรัสตอบว่า มีลมเป็นเชื้อ เขาทูลถามต่อไปว่า เวลาที่สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ไป และยังไม่มีกายอื่น สัตว์มีอะไรเป็นเชื้อ ตรัสตอบว่า มีตัณหาเป็นเชื้อ
       ๑๐. ในอานันทสูตร วัจฉโคตรปริพาชกทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า อัตตามีอยู่หรือ อัตตาไม่มีอยู่หรือ พระองค์ทรงนิ่งอยู่ และวัจฉโคตรปริพาชกกลับไปโดยไม่ได้รับคำตอบใด ๆ ท่านพระอานนท์ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั้นด้วยได้ทูลถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ทรงตอบวัจฉโคตรปริพาชก ตรัสตอบว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบว่า อัตตามีอยู่ ก็ตรงกับลัทธิสัสสตทิฏฐิ ถ้าทรงตอบว่า อัตตาไม่มีอยู่ ก็ตรงกับอุจเฉททิฏฐิ อนึ่ง ถ้าทรงตอบว่า อัตตามีอยู่ ก็อนุโลมเข้ากับหลักอนัตตาของพระองค์ไม่ได้ ก็เท่ากับส่งเสริมให้วัจฉโคตรปริพาชกเชื่อเรื่องงมงายต่อไป
       ๑๑. ในสภิยกัจจานสูตร วัจฉโคตรปริพาชกถามปัญหาเกี่ยวกับอันตคาหิกทิฏฐิข้อที่ ๗-๑๐ กับท่านพระสภิยกัจจานะ ท่านตอบว่า ปัญหาเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงตอบ เมื่อวัจฉโคตรปริพาชกซักว่า เพราะเหตุไร ท่านตอบว่า เพราะเหตุและปัจจัยให้บัญญัติว่าตถาคตมีรูปหรือไม่มีรูป มีสัญญาหรือไม่มีสัญญา มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ล้วนผิดหมดทุกอย่าง เมื่อเป็นเช่นนี้  จะบัญญัติตถาคตด้วยเหตุและปัจจัยอะไรเล่า
    วัจฉโคตรปริพาชกถามท่านพระสภิยกัจจานะว่า บวชมานานเท่าไร ท่านตอบว่า บวชมา ๓ พรรษา วัจฉโคตรปริพาชกกล่าวชมว่า คำตอบของท่านผู้บวชมา ๓ พรรษา เหมาะสมดีแล้ว คำตอบไพเราะอย่างนี้ ไม่ต้องพูดอะไรต่อไปอีกแล้ว


ข. จูฬมาลุงกยสูตร
    พระสูตรที่ว่าด้วยปัญหาทางอภิปรัชญา นอกจากที่ท่านประมวลไว้ในอัพยากตสังยุตดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกจำนวนมาก ในที่นี่ขอนำจูฬมาลุงกยสูตรมาเสนอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
    วันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ท่านพระมาลุงกยบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความคิดคำนึงขึ้นว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบปัญหา ๑๐ ประการ ทรงวางเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ จึงรู้สึกไม่พอใจ และคิดจะเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาเหล่านี้อีกครั้ง หากทรงตอบ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป แต่ถ้าไม่ทรงตอบอีก ก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์
    ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่หลีกเร้น เจ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลเล่าความคิดคำนึงดังกล่าวให้ทรงทราบทุกประการ และกราบทูลเสริมว่า ถ้าทรงทราบคำตอบของปัญหาเหล่านี้ก็จงตรัสตอบมาเถิด แต่ถ้าไม่ทรงทราบ ก็ขอให้ตรัสบอกมาตรง ๆ เถิดว่า ไม่ทรงทราบ
    พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พระองค์ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้หรือว่า ถ้าพระมาลุงกยบุตรมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ พระองค์จะทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ทรงให้คำมั่นสัญญาไว้
    ตรัสถามต่อไปว่า พระมาลุงกยบุตรได้กราบทูลพระองค์ไว้ก่อนหรือว่า ถ้าพระองค์ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะมาประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ท่านพระมาลุงกยบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้กราบทูลไว้ก่อน
    จึงทรงสรุปว่า "โมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใคร" ตรัสยืนยันว่า บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบ
 
ทรงอุปมาด้วยบุคคลผู้ต้องศร
    ทรงอุปมาให้ฟังว่า บุรุษถูกลูกศรอาบยาพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรง มิตรสหายและญาติสายโลหิตของเขาไปหาแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาให้การรักษา แต่เขาห้ามไว้ บอกว่า ให้รอไปก่อนจนกว่าเขาจะรู้ว่า
      ๑. คนที่ยิงเขาเป็นใคร เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร
      ๒. มีชื่อตัว ชื่อโคตรว่าอย่างไร มีลักษณะอย่างไร สูง ต่ำ หรือปานกลาง
      ๓. เป็นคนผิวดำ ผิวคล้ำ หรือผิวสองสี
      ๔. อยู่ในบ้าน นิคม หรือนครชื่อใด
      ๕. ธนูที่ผู้นั้นใช้ยิง เป็นชนิดอะไร ชนิดมีแล่ง หรือชนิดเกาทัณฑ์
      ๖. ธนูชนิดนั้น สายทำด้วยอะไร ทำด้วยปอ ผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่าน หรือเยื่อไม้
      ๗. ลูกธนู (ศร) ที่เขาใช้ยิงนั้น ทำด้วยอะไร ทำด้วยไม้เกิดเองหรือไม้คัดปลูก
      ๘. หางเกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิง เสียบด้วยขนปีกนกอะไร นกแร้ง นกตะกรุม นกเหยี่ยว นกยูง หรือนกปากห่าง
      ๙. เกาทัณฑ์ที่เขาใช้ยิง พันด้วยเอ็นอะไร เอ็นวัว เอ็นควาย เอ็นค่าง หรือเอ็นลิง
      ๑๐. ลูกธนูที่เขาใช้ยิง เป็นชนิดอะไร เป็นลูกศรธรรมดา ลูกศรคม ลูกศรหัวเกาทัณฑ์ ลูกศรหัวโลหะ ลูกศรหัวเขี้ยวสัตว์ หรือลูกศรพิเศษ
    ทรงสรุปว่า กว่าจะได้คำตอบของคำถามเหล่านี้ บุรุษนั้นต้องตายไปก่อน ข้อนี้ ฉันใด บุคคลใดกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ตนจะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์ ต่อให้บุคคลนั้นตายไป พระองค์ก็ไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

เหตุผลที่ไม่ทรงตอบปัญหาทางอภิปรัชญา
    ทรงชี้แจงว่า เมื่อมีความเห็นว่า "โลกเที่ยง" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ เมื่อมีความเห็นว่า "โลกไม่เที่ยง" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า "โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง" ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทรงบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น
    เมื่อมีความเห็นว่า "โลกมีที่สุด"… เมื่อมีความเห็นว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่" จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์กันหรือก็หามิได้ แม้เมื่อมีความเห็นว่า "หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หรือหลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่" ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็ยังคงมีอยู่ตามปกติ พระองค์จึงทางบัญญัติเฉพาะการกำจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ในปัจจุบันเท่านั้น
    ทรงสรุปว่า "มาลุงกยบุตร เพราะฉะนั้น เธอจงจำปัญหาที่เราไม่ตอบว่า เป็นปัญหาที่เราไม่ตอบ และจงจำปัญหาที่เราตอบว่า เป็นปัญหาที่ตอบเถิด"
    ทรงอธิบายเหตุผลที่ไม่ทรงตอบและที่ทรงตอบด้วยวิธีถามเอง-ตอบเอง มีสาระสำคัญดังนี้
    ถาม  ปัญหาอะไรที่ไม่ทรงตอบ
    ตอบ  ปัญหาว่า "โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง… หลังจากตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่"
    ถาม  เพราะเหตุไร จึงไม่ทรงตอบ
    ตอบ  เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
    ถาม  ปัญหาอะไรที่ทรงตอบ
    ตอบ  ปัญหาว่า "นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
    ถาม  เพราะเหตุไร จึงทรงตอบ
    ตอบ  เพราะมีประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
    เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอธิบายจบ ท่านพระมาลุงกยบุตรมีใจยินดี ชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้

วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระไตรปิฎก
    พระพุทธเจ้าทรงนำแนวความคิดทางอภิปรัชญาของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนามาแสดง และทรงวิเคราะห์ไว้ตามบริบทต่าง ๆ ดังปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จำนวนมาก ในที่นี้ขอนำมาแสดงพอเป็นตัวอย่าง ดังนี้
      ๑. ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในพรหมชาลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๙)
      ๒. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในปัญจัตตยสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
      ๓. ทรงแสดงทฤษฎีว่าด้วยต้นกำเนิดของโลก ตามทรรศนะของสมณพราหมณ์นอกพระพุทธศาสนาไว้ในปาฏิกสูตร และตามแนวพุทธไว้ในอัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑)
      ๔. ลัทธิครูทั้ง ๖ ในสามัญญผลสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
      ๕. ทรงวิเคราะห์หลักกรรมของลัทธินิครนถ์นาฏบุตรไว้ในเทวทหสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔)
      ๖. ทรงวิเคราะห์ทิฏฐิที่ขัดแย้งกัน ๕ คู่ ไว้ในอปัณณกสูตร (มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓)
      ๗. ทรงวิเคราะห์พรหมของศาสนาพราหมณ์ไว้ในเตวิชชสูตร (ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
      ๘. ทรงวิเคราะห์กฎแห่งกรรมตามหลักมหากัมมวิภังค์ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร (มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์)


[เอกสาร ประกอบการบรรยายเรื่อง "วิเคราะห์อภิปรัชญาในพระพุทธศาสนา" ในการประชุมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "ปรัชญา : ทิศทางที่ควรจะรับและรู้" ของคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๕-๖ กรกฎคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ณ สถานพักฟื้นสวางคนิวาส ตำบลบางปู อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ]

 

Share