วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในล้านนา

 

..บุรพกษัตริย์ล้านนาเกือบทุกพระองค์ จึงทรงขวนขวายหาพระสงฆ์ที่ทรงพระไตรปิฎกมา ประดิษฐานพระพุทธศาสนา และปฏิรูปการพระศาสนาให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นสถาบันเดียวที่ให้ความรู้แก่พลเมืองในยุคนั้น ฯลฯ และในยุคทองของพระพุทธศาสนา คือตั้งแต่รัชกาล...


วรรณกรรมทางพุทธศาสนาในล้านนา : ภาษาบาลี

รศ. สมหมาย  เปรมจิตต์


 ความนำ 
     พระพุทธศาสนาในล้านนา  เป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญต่อการปกครองบ้านเมือง  โดยเฉพาะในสมัยโบราณ  ช่วยให้สถาบันการปกครองดำเนินไปด้วยดี  เมื่อเรายังไม่ได้รับอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบตะวันตก  ยังปกครองกันแบบสังคมประเพณีอยู่นั้น  คำสอนในพระพุทธศาสนาได้ทำหน้าที่ขัดเกลาประชาชนในชาติให้มีความเจริญทางด้าน จิตใจ  จนกลายเป็นคนที่มีเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัว  เป็นแบบชาวพุทธไทยที่แตกต่างจากชาวพุทธในประเทศอื่น ๆ
     ในอาณาจักรล้านนาสมัยโบราณนั้น  มีคติความเชื่ออยู่ว่าการสร้างวัดเป็นยอดมหากุศลและกลายเป็นคตินิยมสำหรับ พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายชั้นสูง  ตลอดจนพ่อค้าคหบดีทั้งหลาย  โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์นั้น  ถือเป็นประเพณีว่าจะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลหรือประจำตระกูล  แล้วถวายการอุปถัมภ์แก่วัดนั้น  จึงมีวัดราษฎร์และวัดหลวงเกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้ภายในกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นใน  จึงมีวัดถึงหนึ่งร้อยวัด  และภายในกำแพงชั้นนอกอีก ๕๐ วัด  รวมทั้งหมด ๑๕๐ วัด
     รวมความว่าการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  เป็นหน้าที่ที่สำคัญสำหรับผู้นำประเทศ  ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาประเทศ  เพราะพระศาสนาเป็นกำลังสำคัญในการปครองราษฎรให้สามัคคีกันเป็นปึกแผ่น  มีความสงบสุข  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีลัทธิความเชื่อระหว่างชาวพุทธว่า  พระมหากษัตริย์เป็นพระโพธิสัตว์  โดยได้สั่งสมบุญบารมีมาในอดีตชาติ  และด้วยอำนาจบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมานั้น  จึงได้อุบัติมาเพื่อปกครองประชาชนพลเมือง  ในขณะเดียวกันเมื่ออุบัติขึ้นในโลกมนุษย์แล้ว  ก็ต้องบำเพ็ญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เมื่อถือตามคติที่ว่านี้พระมหากษัตริย์จึงทรงมีพระราชกรณียกิจหลัก ๒ ประการ  คือ
        ๑) ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข  และ
        ๒) ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

 วรรณกรรมภาษาบาลีสมัยอาณาจักรล้านนา
     ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา  บุรพกษัตริย์ล้านนาเกือบทุกพระองค์  จึงทรงขวนขวายหาพระสงฆ์ที่ทรงพระไตรปิฎกมาประดิษฐานพระพุทธศาสนา  และปฏิรูปการพระศาสนาให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น  พระพุทธศาสนาจึงเป็นสถาบันเดียวที่ให้ความรู้แก่พลเมืองในยุคนั้น  วัดและพระสงฆ์เป็นแหล่งความรู้เกือบทุกแขนง  และในยุคทองของพระพุทธศาสนา  คือตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าติโลกราช  (พ.ศ. ๑๘๙๘)  ถึงสิ้นรัชกาลพระเมืองแก้ว  (พ.ศ. ๒๐๖๘)  พระนักปราชญ์ชาวล้านนาได้แสดงความเชี่ยวชาญในภาษาบาลี  โดยนิพนธ์วรรณกรรมภาษาบาลีไว้มากมาย  มากกว่าประเทศใด ๆ ในโลกพุทธศาสนาในยุคเดียวกัน  ผลงานของท่านเหล่านั้นได้แพร่หลายไปยังอาณาจักรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ตลอดจนประเทศทางตะวันตกด้วย  และบางเรื่องทางคณะสงฆ์ไทยได้ใช้เป็นตำราเรียนภาษาบาลีด้วย  ดังจะขอนำมาเสนอดังต่อไปนี้
     รวมระยะเวลา ๓ รัชการ  คือ  พระเจ้าติโลกราช  พระยอดเชียงราย  และพระเมืองแก้ว  รวมเป็นเวลา ๘๔ ปี  จัดเป็นยุคทองแห่งพระพุทธศาสนาในล้านนา  เพราะเป็นยุคที่มีการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง  และก่อนจะมาถึงยุคทองนี้  พระชาวล้านนาหลายสิบรูปได้เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศศรีลังกา  โดยใช้ภาษาบาลีเป็นสื่อการสอนซึ่งเป็นผลให้พระชาวล้านนามีความรู้แตกฉานใน ภาษาลีเป็นเยี่ยม  จนสามารถรจนาคัมภีร์เป็นภาษาบาลีไว้หลายเรื่อง  เมื่อพันจาก ๓ รัชกาลนี้ไปแล้ว  ก็ไม่มีผลงานภาษาบาลีปรากฏอีกเลย
     อนึ่ง  ในปี พ.ศ. ๒๐๖๖  อันเป็นรัชสมัยของพระเมืองแก้ว  พระโพธิสารราชเจ้า  กษัตริย์แห่งกรุงศรีศตนาคนหุต  ทรงส่งราชทูตมายังราชสำนักเชียงใหม่  เพื่อขอคณะสงฆ์และพระไตรปิฎกไปสืบพระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านช้าง  พระเมืองแก้วได้อาราธนาให้พระเทพมงคลกับคณะสงฆ์นำพระไตรปิฎกบาลี ๖๐ คัมภีร์ไปยังกรุงศรีศตนาคนหุต
     ในรัชกาลพระเมืองแก้วนี้  มีพระเถระชาวล้านนาหลายรูปที่มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกและภาษาบาลี  เช่น  พระโพธิรังสี  พระธรรมเสนาบดี  พระญาณกิตติ  พระสิริมังคลาจารย์  พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเทวะ  พระญาณวิลาส  และพระรัตนปัญญาเถระ เป็นต้น  ท่านเหล่านั้นได้แต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลีไว้หลายเรื่อง  ดังนี้
     ๑. พระโพธิรังสี  ชาวเชียงใหม่  แต่งตำนานภาษาบาลี ๒ เรื่อง  คือ
         ๑) จามเทวีวงศ์  ซึ่งว่าด้วยประวัติการสร้างเมืองหริภุญชัย  เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๐  ด้วยการเสด็จมาครองเมืองของพระนางจามเทวี  ไปจนถึง พ.ศ. ๑๕๘๖  ซึ่งจบลงด้วยการพระเจ้าอาทิตยราช  และการปรากฏขึ้นแห่งพระบรมสารีริกธาตุที่วัดพระธาตุหริภุญชัย  เป็นระยะเวลานานถึง ๓๘๐ ปี  ก่อนเชียงใหม่จะถูกผนวกเข้ากับเชียงใหม่
         ๒) สิหิงคนิทาน  ประวัติพระพุทธสิหิงค์  (ทั้ง ๒ เรื่อง  แต่งระหว่าง พ.ศ. ๑๙๘๕ - ๒๐๖๘)
     ๒. พระธรรมเสนาบดีเถระ  ชาวเชียงแสน  ซึ่งทางพม่าอ้างว่าเป็นชาวพม่า  นิพนธ์งานเกี่ยวกับบาลีไวยากรณ์ชื่อ  สัททัตถเภทจินตา  ปทักกมโยชนา
     ๓. พระญาณกิตติ  ชาวเชียงใหม่  พระเถระรูปนี้ได้เคยไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป  ดูเหมือนท่านจะเป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกมากที่สุด  ท่านได้รจนาคัมภีร์ไว้ถึง ๑๒ เรื่อง  คือ
         ๑) สมันตปาสาทิกา อัตถโยชนา  คู่มืออธิบายความหมายของศัพท์  คำ  ประโยค  และข้อความในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา  (อรรถกถาวินัยปิฎกซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์)
         ๒) ภิกขุปาฏิโมกขคัณฐีทีปนี  คู่มืออธิบายความหมายของศัพท์  คำ  ประโยค  และข้อความยากในภิกขุปาฏิโมกข์  ซึ่งรวบรวมศีลสำหรับภิกษุฯ
         ๓) สีมาสังกรวินิจฉัย  เรื่องการพิจารณาวินิจฉัยการคาบเกี่ยวกันแห่งสีมา  คือเขตแดนที่กำหนดเครื่องหมายแห่งพระอุโบสถ  สถานที่ประกอบสังฆกรรมของคณะสงฆ์ฯ  (ทั้ง ๓ เรื่องนี้  แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๐๒๔ - ๒๐๓๙)
         ๔) อัฏฐสาลินีอัตถโยชนา  คู่มือหรือคัมภีร์อธิบายคัมภีร์อัฏฐสาลินี  (ซึ่งแต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์)
         ๕) สัมโมหวิโนทนีอัตถโยชนา  คู่มืออธิบายคัมภีร์สัมโมหวิโนทนี
         ๖) ธาตุกถา อัฏฐโยชนา  (อธิบายความพระอภิธรรม)
         ๗) ปุคคลบัญญัติ อัฏฐโยชนา  (อธิบายความพระอภิธรรม)
         ๘) กถาวัตถุ อัฏฐโยชนา  (อธิบายความพระอภิธรรม)
         ๙) ยมก อัฏฐโยชนา  (อธิบายความพระอภิธรรม)
         ๑๐) ปัฏฐาน อัฏฐโยชนา  (อธิบายความพระอภิธรรม)
         ๑๑) อภิธัมมัตถวิภาวินีอัตถโยชนา  คู่มืออธิบายความในคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินี  ซึ่งแต่งโดยพระเถระพม่าชื่อ สุมังคลเถระ
         ๑๒) มูลกัจจายนอัตถโยชนา  คู่มืออธิบายไวยากรณ์บาลี  แต่งราว พ.ศ. ๒๐๔๗
     ๔. พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเทวะ  ชาวเมืองหริภุญชัย  แต่งสัททพินทุอภินวฎีกา  คู่มืออธิบายไวยากรณ์บาลีคัมภีร์สัททพินทุ  ซึ่งแต่งโดยกษัตริย์พม่าพระนามว่า กยจวะ  ประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๐
     ๕. พระสิริมังคลาจารย์  ชาวเชียงใหม่  ดูเหมือนว่าท่านจะเป็นพระที่มีชื่อเสียงมากกว่าทุกองค์  เพราะผลงานสำคัญคือ  มังคลัตถทีปนี  ท่านนิพนธ์คัมภีร์ไว้ ๔ เรื่อง  ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องยาวทั้งสิ้น  ดังนี้
         ๑) เวสสันตรทีปนี  คัมภีร์อธิบายความหมายของศัพท์  คำ  ประโยคในเวสสันดรชาดกภาษาบาลี  แต่ง พ.ศ. ๒๐๖๐
         ๒) จักกวาฬทีปนี  คัมภีร์อธิบายเกี่ยวกับภูมิวิทยา  มีภูเขา  แม่น้ำ  สระ  บ่อน้ำ  ทวีป  ป่า  มนุษย์  เทวดา  และอมนุษย์  ที่อาศัยอยู่ในจักรวาล  แต่ง พ.ศ. ๒๐๖๓
         ๓) สังขยาปกาสกฎีกา  คู่มืออธิบายคัมภีร์สังขยาปกาสก  แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๓
         ๔) มังคลัตถทีปนี  คัมภีร์อธิบายเรื่องมงคล ๓๘ ประการ  โดยเริ่มตั้งแต่ อเสวนา  จ  พาลานํ  เป็นต้นไป  มีความหนาถึง ๘๐๐ หน้า  (หนังสือ ๘ หน้ายก)  ท่านยกข้อความในคัมภีร์ต่าง ๆ มาอ้างอิงถึง ๙๖ คัมภีร์  แต่ง พ.ศ. ๒๐๖๗
     ๖. พระรัตนปัญญาเถระ  ชาวเชียงราย  หรือชาวลำปาง  ผลงานของท่านมีอยู่ ๓ เรื่อง  คือ
         ๑) ชินกาลมาลี  พงศาวดารหรือประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนา  เริ่มแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงเป็นพระโพธิสัตว์  จนถึงปัจจุบันชาติ  การประสูติ  ตรัสรู้  ปรินิพพาน  การทำสังคายนาในชมพูทวีป  และในศรีลังกา  การสร้างเมืองสำคัญในล้านนา  อาทิ  เชียงใหม่  หริภุญชัย  ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในล้านนา ฯลฯ แต่ง พ.ศ. ๒๐๖๐
         ๒) วชิรสารัตถสังคหะ  คัมภีร์ซึ่งประมวลที่มาของธรรมะที่สำคัญจากคาถาต่าง ๆ  แต่ง พ.ศ. ๒๐๗๘
         ๓) มาติกัตถสรูปธัมมสังคณี  คัมภีร์อธิบายความพระอภิธรรมโดยย่อ  แต่งราว พ.ศ. ๒๐๖๐ - ๒๐๖๕
     ๗. พระญาณวิลาสเถระ  ชาวโยนกเชียงแสน  ท่านแต่งคัมภีร์ไว้เพียงเรื่องเดียว  คือ สังขยาปกาสกะ  เกี่ยวกับการนับ  คำนวณ  วัน  เวลา  ระยะทาง  การชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องวัด  ตวง  ตราชั่ง เป็นต้น
     ๘. พระสุวัณณรังสีเถระ  ชาวเชียงใหม่  นิพนธ์ไว้ ๒ เรื่อง  คือ
         ๑) คันถาภรณฏีกา  คู่มืออธิบายคัมภีร์ไวยากรณ์บาลี  คือ  คันถาภรณะ  (ซึ่งแต่งโดยพระพม่าชื่อ  อริยวังสเถระ)  แต่ง พ.ศ. ๒๑๒๘
         ๒) ปฐมสัมโพธิกถา  ประวัติพระพุทธเจ้าฉบับพิศดาร
     ๙. พระอุตตรารามเถระ  ชาวโยนกเชียงแสน  แต่งไว้เรื่องเดียว  คือ วิสุทธิมัคคทีปนี  คู่มืออธิบายคัมภีร์วิสุทธิมัคค์  (ผลงานของพระพุทธโฆษาจารย์)  แต่งไว้ประมาณ พ.ศ. ๒๐๖๕ - ๒๑๔๕  คัมภีร์สาสนวงศ์  ซึ่งแต่งโดยพระพม่า  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๔  กล่าวว่า  พระอุตตรารามเถระแต่งคัมภัร์วิสุทธิมัคคทีปนี
     ส่วนงานนิพนธ์อีก ๒ เรื่อง  คือ ๑) ปัญญาสชาดก  ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง  แต่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นผลงานของพระล้านนา  แต่ไปดังอยู่ที่ประเทศพม่า  ซึ่งพม่าเรียกว่า  ซิมเม  ปัญญาสะ  (Zimme  Pannasa)  และ  ๒) อุปปาตสันติ  เป็นฉันท์ภาษาบาลี  ใช้สำหรับสวดในพิธีทำบุญสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาเมือง  เนื้อหาเป็นคาถาทั้งหมด  มี ๒๗๕ คาถา  มีเนื้อความกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอัครสาวก  พระสาวก  รวมทั้งเทพยดา  ยักษ์  มาร ฯลฯ  แต่งโดยพระเถระชาวเชียงใหม่  ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๒๐ - ๒๐๗๐
     พระคาถาชินบัญชร  เป็นพุทธมนต์ที่ใช้สวดอธิษฐาน  ขอให้คุณพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์องค์อรหันต์  มาเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันและประดับในร่างกายของตน  เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลและปลอดภัยในที่ทั้งปวง  แต่งเป็นคาถาปัฐยาวัต  มี ๘ คำประพันธ์  หรือ ๘ พยางค์  (ชยาสนาคตา  พุทฺธา)  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งและปีที่แต่ง  แต่ยอมรับกันว่า  แต่งที่เชียงใหม่  โดยพระเชียงใหม่  คาถาชินบัญชรที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้มีหลายฉบับ  ซึ่งแต่ละฉบับก็มีข้อความแตกต่างกันบ้าง  คือบางฉบับมีเพียง ๑๔ คาถา  บางฉบับมี ๑๕ คาถากึ่ง  บางฉบับมีถึง ๒๒ คาถา  ซึ่งสันนิษฐานกันว่า  ฉบับที่มี ๑๔ คาถาเป็นฉบับแรก
     วชิรสารัตถสังคหฏีกา  คู่มืออธิบายคัมภีร์วชิรสารัตถสังคหะ  ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง  และปีที่แต่ง  แต่มีหลักฐานบ่งชี้ให้ทราบว่า  แต่งที่ล้านนา


[เอกสาร ประกอบการเสวนาเรื่อง "วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาล้านนา" ในการจัดประชุม สัมมนาทางวิชาการเรื่อง "พระพุทธศาสนาในล้านนา" โดยคณะศาสนาและ ปรัชญา ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ ศูนย์ฝึกอบรม ธนาคารไทยพาณิชย์ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

 

Share