ทำไมจึงกล่าวว่าในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรอริยสัจ ๔ นั้นว่างเปล่า?

ทำไมจึงกล่าวว่าในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรอริยสัจ ๔ นั้นว่างเปล่า?

 

จิรนันธ์  ศิริธรรมากุล

นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

Jiranan     Sirithammakul

चिरनन्ध        शिरिधम॔कुल

ཅི༌ཪ༌ནཱན་དྭ      ཤི་ཪི་དྭཱཪམ་མཱ་ཀུལ

 

เราคงสงสัยว่าทำไมปรัชญาปารมิตา ༄༅༎ཤེས་རབ་སྙང་པོ་བཞུགས་སོ། བྷ་ག་ཝ་ཏི་པྲ་ཛྙཱ་པཱ་ར་མི་ཏཱ་ཧ྄ི་ད་ཡ།(กยาการ์เกตูปรัชญาปารมิตา) (อักษรธิเบต) प्रज्ञापारमिताहृदयसुत्रम्।(อักษรเทวนาครี)จึงได้กล่าวปฏิเสธหลักอริยสัจสี่ (หลักแห่งความจริง འཕགས༌པའི༌བདེན༌པ༌བཞི༌/ “หผ์คัส.ป์หิ.พ์เธน์.ปา.พ์ซิห์”) อันเป็นหลักสำคัญแห่งพระพุทธศาสนา (གྲགས༌པ༌དཔལ༌བཟང།/ นัง.ปะ.อิ.โซ๊ะ) แต่จริงๆ แล้ว ท่านนาคารชุน (เทวนาครี: नागार्जुन;โรมันสันสกฤต:Nāgārjuna;ธิเบต:ནཱ་གཱ་་ན།ธิเบตเรียก ཀླུ་སྒྲུབ།ซ๋ลู.ซ๋ดุบ.) แห่งนิกายมัธยมิก (དབུ་མ་པ།ด์อู.มา.ปา.)ได้เรียบเรียง และแต่งธารณีปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรขึ้น เพื่อปฏิเสธขั้วทั้งสี่ (จตุรโกฏิขั้วทั้งสี่) ซึ่งมี ๑. เกิดเอง, ๒. สิ่งอื่นทำให้เกิด, ๓. ทั้งเกิดขึ้นเอง และสิ่งอื่นทำให้เกิด และ ๔.เกิดอย่างไร้เหตุ คือ เกิดขึ้นลอยๆ (๑. มี, ๒. ไม่มี, ๓. มีก็ไม่ใช่, ๔. ไม่มีก็ไม่ใช่)

དེ་བཞིན་དུ་སྔུག་བསྔལ་བ་དང་།ཀུན་འབྱུང་བ་དང་།འགོག་པ་དང་།ལམ་མེད།

ཡེ་ཤེས་མེད།ཐོབ་པ་མདེ།མ་ཐོབ་པ་ཡང་མེད་དོ༎

de shin du dug ngel wa dang, kün jung wa dang, gok pa dang, lam me,

ye she me, t’hob pa me, ma t’hob pa yang me do.

नदुःखसमुदयनिरोधमार्गा न ज्ञानं न प्राप्तित्वम्॥

นะ ทุกขะสมุทยะนิโรธะมารคานะ ชญานัม นะ ปราปติตะวัม

Na duhkha-samudaya-nirodha-margā.Na jñānam, Na prāptirtavam.

ไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่มีฌาน ไม่มีการบรรลุ เพราะไม่มีอะไรให้บรรลุ

ท่านนาคารชุนเห็นว่าคำสอนพุทธปรัชญาของทุกสำนักที่มีอยู่ในขณะนั้นล้วนเป็นทัศนะที่อยู่ในข้อหนึ่งข้อใดของสี่ข้อข้างต้น ซึ่งไม่สามารถเชื่อมโยงทำความเข้าใจหรืออธิบายอริยสัจสี่หรือปฏิจสมุปบาทหรือหลักอนัตตาได้อย่างกระจ่างชัด เมื่ออธิบายสิ่งหนึ่งก็จะเกิดการขัดแย้งกับสิ่งหนึ่ง ท่านจึงแสดงวิภาษวิธี อันเป็นการปฏิเสธทุกทัศนะที่นำไปสู่สภาวะหรือภาวะ เพื่อเปิดให้เห็นถึงความจริงแท้ทั้งสองระดับ คือ ปรมัตถ์ และสมมติ ซึ่งก็คือ ศูนย์ตา และศูนย์ตาก็คือ อริยสัจสี่ อริยสัจสี่ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทก็คือ อนัตตา (อนาตมัน)

ในสมัยพุทธกาล พระศากยมุนีพุทธเจ้าพระบรมศาสดา ได้แสดงธรรม อันเป็นเทศนากัณฑ์แรกหรือปฐมเทศนาที่พระองค์ได้ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ที่เรียกว่า “ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร” (ธรรม อันเปรียบได้ดั่งวงล้อแห่งธรรมหรืออาณาจักรแห่งธรรม)[๑] เป็นพระสูตรว่าด้วยการหมุนวงล้อธรรม เป็นชื่อของ ปฐมเทศนา คือ พระธรรมเทศนาครั้งแรก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (อาสาฬหบูชา) หลังจากตรัสรู้ได้ ๒ เดือน ก่อนพุทธศักราช ๒๖๐๐ ในครานั้นพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมชาติแท้ของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อได้เห็นธรรมชาติแท้ของอริยสัจ ๔ แล้ว ปัญจวัคคีย์ก็บรรลุความเป็นพระอรหันต์

อริยสัจข้อแรก คือ ทุกข์ พระพุทธองค์ได้ชี้ให้เห็นความเป็นอยู่ที่มีอยู่ในโลกไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่สามารถที่จะมีความสุขอย่างถาวรได้ ความสุขทุกอย่างที่มีอยู่ก็อยู่ชั่วขณะเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องหลีกทางให้กับความทุกข์ที่ต้องย่างเข้ามา สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิใดก็หนีไม่พ้นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นภูมิที่ต่ำเป็นสัตว์ในนรกภูมิ ต้องทนทุกข์กับสภาพร้อนหนาว เปรตต้องทุกข์ที่มีการหิวโหยอยู่ตลอดเวลา สัตว์เดรัจฉานมีแต่การเอารัดเอาตัวรอดมีความโง่เป็นหลัก ในอีก ๓ ภูมิที่เป็นภูมิที่สูง ก็ยังคงไม่พ้นจากทุกข์ เทพแม้จะไม่ต้องรับรู้ถึงความหิวโหย เจ็บปวด การแก่ แต่เทพก็ยังคงมีทุกข์ถึงการหมดอายุขัยของเทพ เมื่อบุญกุศลของเทพหมดก็จะตายจากภูมิของความเป็นเทพไปเกิดใหม่ ถึงแม้เทพท่านจะรู้หรือไม่รู้ว่าจะต้องไปเกิดใหม่ที่ไหนเวลาใด แต่ก็ไม่สามารถควบคุมหรือหยุดสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ นั่นคือ ทุกข์ของเทพ อสูร ก็มีทุกข์ มีความอิจฉาริษยา ก้าวร้าว การใช้ความรุนแรง ส่วนทุกข์ของมนุษย์ เกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย การได้ยศ เสื่อมยศ การเกิดเป็นมนุษย์โดยมีอาการครบ ๓๒ ประการ ถือเป็นโชคดี เพราะมีแต่มนุษย์เท่านั้นที่มีโอกาสปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นได้ สวรรค์สะดวกสบายทุกประการ หลงติดจึงไม่แสวงหาทางหลุดพ้น อสูรเอาแต่รบราฆ่าฟันวางแผนการรบจนไม่มีเวลานึกถึงความหลุดพ้น เดรัจฉาน โง่จนไม่มีความคิดใดๆ เปรต ดิ้นรนหาแต่กินไม่นึกถึงเรื่องการหลุดพ้นนรก ทุกข์ทรมานมากเกินไปจนไม่นึกถึงการหลุดพ้นเช่นกัน

พระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนาพุทธว่าเป็น “อเทวนิยม” ที่ไม่เชื่อการเนรมิตรของพระเจ้า ด้วยการตรัสรู้เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัยสัจ) ว่า คือ ตัณหา ทั้งปฏิเสธอาตมัน (ตัวตน) หรือวิญญาณ ด้วยการตรัสทุกขสัจว่า คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ทรงแสดงแนวทางแห่งความพ้นทุกข์ (มรรคสัจ) คือ มรรคมีองค์ ๘ และตรัสผลของการปฏิบัติ (นิโรธสัจ) ว่า คือ ความดับตัณหา

พุทธศาสนา เป็น “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) ไม่ใช่ทั้งสอง อย่างข้างต้น พระพุทธเจ้าทรงสอนหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” หรือ “อิทัปปัจจยตา” สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นหรือดับไป เพราะมีเงื่อนไขและหมดเงื่อนไข จะชี้ชัดลงไปตายตัวไม่ได้ แล้วแต่เงื่อนไข เช่น ถ้าตอบว่า “เกิด” ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ (สัสสตะ)ถ้าตอบว่า “ไม่เกิด” ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ (อุจเฉทะ)

อริยสัจ ๔ (ธรรมที่เป็นความจริงอันประเสริฐสี่ประการ) พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ความจริงของขันธ์ ๕ หรือความจริงของชีวิต และขันธ์ ๕ หรือชีวิตนั่นเองที่พระพุทธเจ้าทรงรู้หรือทรงค้นพบ เรียกว่า อริยสัจ ๔ ซึ่งประกอบด้วย

อริยสัจข้อที่ ๑ ทุกข์ (སྔུག་བསྔལ་dugngel“ธุคเงล” ตัวทุกข์) ถ้าแบ่งประเภททุกข์แล้ว จะได้ประเภทใหญ่ๆ ๓ ประเภท คือ

๑) ทุกข์เกิดจากทุกข์ ดังตัวอย่างทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บปวด ความเจ็บปวดเป็นทุกข์อยู่แล้ว ความกระวนกระวาย ความกังวล ความเศร้าโศก ความกลัว เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเจ็บปวดเป็นทุกข์ในทุกข์

๒) ทุกข์เกิดจากความไม่เที่ยงแท้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทุกคนยินดีปรีดา เป็นสุขอย่างมากมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยกัน ตามแต่ตัวเองพอใจ แต่มาในปีนี้เงินทอง ทรัพย์สิน ที่เคยมีได้อันตรธานหายไปหมด ความเสียใจ ความเศร้าโศก ความทุกข์ได้เกิดขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่จะเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่นานเป็นปี แต่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา ในวันหนึ่งๆ เกิดขึ้นได้นับ ครั้งไม่ถ้วน

๓) ทุกข์จากผลแห่งกรรม ปลูกถั่วได้ถั่ว ปลูกงาได้งา ปลูกถั่วเป็นกรรม ผลของกรรม คือ ถั่วเช่นกัน สภาพความเสื่อมของร่างกายก่อนเวลาอันควร เป็นผลของกรรมที่เราได้รับมลพิษทั้งหลาย กรรม คือ เราสร้างมลพิษให้ร่างกาย ผล คือ ร่างกายเสื่อมก่อนเวลา

เราสามารถสรุปได้ว่า ทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

อริยสัจข้อที่ ๒ สมุทัย (ཀུན་འབྱུང་kün jung “กุนจุง” สาเหตุแห่งทุกข์) เหตุแห่งทุกข์ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

๑) ความอยากได้

๒) ความอยากเป็น

๓) ความไม่อยากได้อยากเป็น

๔) ความอิจฉาริษยา

๕) ความเย่อหยิ่งถือตัว

                การกระทำทุกอย่างไม่ว่าการกระทำคำพูดหรือความคิดทุกอย่างจะให้ผล จากการกระทำเหล่านั้น ในกาลข้างหน้าไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าต่อไปซึ่งการเกิดใหม่ก็เป็นผลจากการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ลักษณะของการเกิดใหม่หรือชีวิตนี้ก็เป็นผลจากการกระทำต่างๆ ในชีวิตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของความตั้งใจหรือแรงดลใจต่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่คือ กฎแห่งกรรม ซึ่งจะอธิบายได้ว่า ทำไมบางคนยากจนตลอดชีวิตแม้ได้พยายามทำทุกอย่าง เพื่อความร่ำรวยบางคนก็มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมโดยที่เจ้าตัวเกือบจะไม่ต้องทำอะไรเลย จากอริยสัจสี่ข้อที่ ๒ นี้ก็ได้อธิบาย และชี้ให้เห็นถึงพลังที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นอารมณ์ในทางลบ เช่น ความโลภ โกรธ หลง หยิ่ง ริษยา อวิชชา โดยเฉพาะอวิชชาซึ่งถือเป็นรากของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด อวิชชาไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเพียงอย่างเดียวยังเป็นพื้นฐานของการมองโลกทำให้เรายึดติดตัวเองว่าตัวเรา และโลกภายนอกทั้งหมดเป็นแก่นสารจริงๆ และยั่งยืนไม่มีทางสลายไม่มีการสิ้นสุดแห่งการกระทำของเรา ทำให้เราต้องเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องในวัฏฏสงสารนี้

                เราสามารถสรุปได้ว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

อริยสัจข้อที่ ๓ นิโรธ (འགོག་པ་gok pa“ค๊อกปา” ผลของการดับทุกข์) คือ พระนิพพาน (การหยุดของทุกข์การเป็นอิสระจาก“ความเป็นอยู่ที่มีเงื่อนไข”) อันเป็นผลของการปฏิบัติ ถ้าเราสามารถหยุดการกระทำที่ไม่รู้อันเกิดจากการกระทำของอวิชชา ถ้าเราสามารถหยุดอวิชชาได้วัฏฏจักรแห่งการเกิดก็จะถูกทำลายลงได้

เราสามารถสรุปได้ว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน ส่วนทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด

อริยสัจข้อที่ ๔ มรรค (ལམ་lam“ลาม” ทางแห่งการดับทุกข์/วิธีดับทุกข์) (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด) อันเป็นวิธีการที่จะปฏิบัติให้สำเร็จในการหลุดพ้นได้อย่างไร ซึ่งหลักใหญ่ๆ จะต้องมีการสะสมการกระทำที่เป็นกุศล เช่น การให้ความเคารพถวายให้แก่พุทธะ ธรรมะ และสังฆะ ในการปฏิบัติความเมตตาสงเคราะห์ต่างๆ และอีกวิธีหนึ่งโดยการปฏิบัติสมาธิเพื่อที่จะสามารถขุดทำลายทิ้งอวิทยาหรืออวิชชา ซึ่งเป็นรากแห่งทุกข์ผู้ที่ปฏิบัติวิธีการนี้เพื่อที่จะหลุดพ้นด้วยตนเองสามารถที่จะปฏิบัติจนบรรลุรู้แจ้ง สำเร็จเป็น “พระอรหันต์” พระอรหันต์จึงเป็นผู้ที่สามารถชนะอารมณ์ในทางลบได้อย่างสมบูรณ์ สำหรับผู้มีอุดมการณ์ และตั้งปณิธานที่จะปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้งของผู้อื่นเพื่อที่จะบรรลุสู่พุทธภูมิ ผู้ปฏิบัติเหล่านี้ ซึ่งเดินสู่หนทางแห่งโพธิสัตวยาน ยึดเอาความเมตตา และปัญญาเป็นหลัก ซึ่งเราเรียกว่า“พระโพธิสัตว์”

อนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนวิธีดับทุกข์ ไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ วิธี หรือ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธองค์มิใช่ให้พุทธสาวกทั้งหลายปฏิบัติทั้ง ๘๔,๐๐๐ วิธี ในคนเดียว แต่ให้เลือกวิธีที่เหมาะสำหรับตนเองที่สุดแม้เพียงวิธีเดียวก็รู้แจ้งเห็นจริง ดังเช่น พระอรหันต์จุลปาฎก ก่อนการบรรลุท่านเป็นผู้ที่มีความจำน้อยที่สุด ท่านไม่สามารถจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้เลยแม้แต่ข้อเดียว วันหนึ่งท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ได้กราบทูลต่อพระพุทธองค์ว่าท่านนั้นโง่มากจำคำสอนของพระองค์ไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า คนที่รู้ว่าตนเองโง่ไม่ใช่คนโง่ แต่คำสอนทั้งหลายไม่เหมาะต่อท่าน พระพุทธเจ้าได้ให้ท่านปฏิบัติเพียงอย่างเดียวให้ท่านกวาดบริเวณอาราม ในขณะที่กวาดก็ให้ท่องว่ากวาดขยะออกให้หมด ท่านได้เพียรปฏิบัติตามคำสอนเพียงข้อเดียว จนในที่สุดความรู้แจ้งก็บังเกิด กวาดขยะออกจากจิตจนหมด จิตท่านก็ว่างเปล่า ความสว่างในจิตก็เกิด ท่านได้เป็นพุทธสาวกที่สำคัญในการเผยแพร่พระธรรมของพระพุทธเจ้า(พระพุทธเจ้าได้ยกย่องพระอรหันต์จุลปาฎกอย่างมาก ที่รู้ตนเองว่าโง่ความจำไม่ดี) คนโง่ที่รู้ตัวเองว่าโง่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม แต่คนที่ฉลาด และยกตัวเองว่าฉลาดตลอดเวลานั้นเป็นพิษเป็นภัยอย่างมหันต์ต่อสังคมโลก คนฉลาดที่เย่อหยิ่งจะไม่พอใจต่อทุกสิ่ง และต้องการได้ในทุกสิ่ง ส่วนคนโง่ที่อวดฉลาดเป็นอันตรายต่อตนเอง และคนรอบข้าง ด้วยคนโง่แต่อวดฉลาดต้องการกระทำในทุกสิ่ง

 

  • ทุกขอริยสัจ ควรกำหนดรู้
  • ทุกขสมุทัยอริยสัจ ควรละเสีย
  • ทุกขนิโรธอริยสัจ ควรทำให้แจ้ง
  • ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์แปด ควรเจริญ
  •  

พระอริยสัจทั้ง ๔ ประการ สัมพันธ์ต่อเนื่องกันไปสู่ความหลุดพ้น และเช่นกัน ธรรมชาติแท้อันว่างเปล่าของสรรพสิ่ง ไม่ยกเว้น แม้ความหลุดพ้นก็ว่างเปล่า ดังนั้น พระอริยสัจ ๔ ก็ว่างเปล่า เมื่อเห็นในความว่างเปล่าของอริยสัจแล้ว ยังจะมีอะไรให้บรรลุอีก

พระอริยสัจ ๔ คือ หนทางแห่งการหลุดพ้น จริงหรือไม่ ตอบว่าจริง ไม่มีสิ่งใดที่พระพุทธเจ้าสอนผิด แล้วทำไมพระพุทธเจ้าจึงสอนในอีกกาลหนึ่งว่าอริยสัจ ๔ อันมีทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค เป็นศูนยตาเป็นความว่างเปล่าดังที่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (སྤྱན་རས་གཟིགས་เชนเรซิค)รู้ และปฏิบัติ รวมทั้งได้ตรัสแก่พระสารีบุตรนั้น เป็นการมิขัดกันหรือ เรามาพิจารณากัน

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนอริยสัจ ๔ (หลักแห่งความจริง འཕགས༌པའི༌བདེན༌པ༌བཞི༌/ “หผ์คัส.ป์หิ.พ์เธน์.ปา.พ์ซิห์”) และมรรคมีองค์ ๘ (ทางสายกลาง /འཕགས༌པའི༌ལམ༌ཡན༌ལག༌བད༌/ “หผ์คัส.ป์หิ.ลัม.ยัน.พ์รกัยธ์”) เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ นั่นคือ การหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ ซึ่งก็คือ การดับหายสูญสิ้นหมดไปของกิเลส ไม่เหลือใยใดไว้เลย โดยหลักปฏิบัติที่เป็นกลาง เพื่อให้สานุศิษย์ได้ดำรงความเป็นพุทธะ เช่น พระองค์ มิต้องสูญหายไปเฉยๆ อันใด คือ ทางสายกลาง ก็คือ ให้พิจารณาอริยสัจ ๔ ให้เป็นปรตีตยสมุทปาท ให้เป็นศูนยตา อย่าพิจารณาอย่างแยกส่วน เมื่อพิจารณาแยกส่วน แต่ละข้อพระอริยสัจ ๔ ก็จะอยู่ในขั้วใดขั้วหนึ่งในสี่ประโยค (สิ่งทีใช่-ไม่ใช่, สิ่งที่ไม่ใช่-ไม่ใช่,ไม่ใช่สิ่งที่ใช่-ไม่ใช่, ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ใช่-ก็ไม่ใช่) การพิจารณาพระอริยสัจ ๔ ต้องพิจารณาให้เป็นความสัมพันธ์อิงอาศัยกัน เพราะมีเหตุจึงมีทุกข์ เพราะมีทุกข์จึงต้องหาทางแก้ เพราะหาทางแก้จึงมีทางแก้ เมื่อดำเนินทางแก้ทุกข์ก็สามารถเกิดอีก เมื่อพระอริยสัจเป็นปรตีตยสมุทปาท ปรตีตยสมุทปาทก็เป็นศูนยตาด้วย และก็เป็นทางสายกลางด้วย เพราะทางสายกลาง คือ ภาวะที่เป็นเช่นนั้นโดยไม่ถูกจำกัดด้วยขั้วใดขั้วหนึ่งในสี่ประโยค นั่นคือ เมื่อใดที่พิจารณาพระอริยสัจ ๔ เป็นศูนยตา เมื่อนั้น ความเป็นพุทธะก็เกิด

ในที่นี้ข้าพเจ้าขอกล่าวตามทรรศนะของตนตามความเข้าใจว่า “ปรัชญาปารมิตา (ปัญญาปารมี)” นั้น เกิดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องกับคำว่า “มัธยะหรือทางสายกลาง” ที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา อีกทั้งเพื่อขยายความกระจ่างในทรรศนะของนักปราชญ์ชาวพุทธทั้งปวง ทั้งก่อนหน้า และขณะนั้น ที่ถกเถียงกันจนหาที่จบไม่ได้ (ต่างฝ่ายต่างก็ให้ทรรศนะและเชื่อตามทรรศนะที่ตนให้จนแยกออกเป็นนิกายต่างๆ) ในอภิปรัชญาที่พระพุทธองค์ไม่ตอบ ที่เรียกว่า “อัพยากฤต” เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ตอบ เพราะคำตอบอยู่เหนือคำหรือความหมายของเหตุผล ไม่มีทางที่จะใช้คำพูดที่มีการบัญญัติขึ้นในโลกมาให้ความหมายจนยุติได้ มันเป็นภาวะที่ต้องรู้ด้วยจิตของตนเอง และเข้าใจเอง เมื่อใดที่มีคำพูดเพื่อบรรยายหรือมีการแสดงเพื่อบอกลักษณะ เมื่อนั้นภาวะดังกล่าวก็จะเปลี่ยนไปมิใช่ภาวะเดิม ดังเช่น โลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุดหรือโลกทั้งมีที่สุด และไม่มีที่สุดหรือโลกไม่ใช่ทั้งมีที่สุด และไม่ใช่ทั้งไม่มีที่สุด ทั้งสี่ทรรศนะ เรียกว่า “จตุษโกฏิ” ยังไม่มีการแสดงความหมายใดในโลกนี้ทั้งจากคำพูด การเขียนหรือการแสดงท่าทางไม่อยู่ภายในจตุษโกฏินี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหาข้อยุติจึงทำไม่ได้ภายในโลกใบนี้ ดังนั้น ท่านคุรุนาคารชุนจึงปฏิเสธทั้งหมด และใช้วิภาษวิธีชี้ให้เป็นว่า พุทธภาวะ คือ ภาวะเหนือโลก ที่อยู่ในโลกนี้ ถ้าคุณสามารถรู้ และดำรงในภาวะที่มีใช่อยู่นั้นภาวะทั้งสี่หรือจตุษโกฎิ นั่นคือ มี-ไม่ใช่, ไม่มี-ไม่ใช่, ไม่ใช่มี-ก็ไม่ใช่,ไม่ใช่ไม่มี-ก็ไม่ใช่ นี่คือ “ทางสายกลาง”

อีกอย่างหนึ่งที่จะขอกล่าวก็คือ ความสัมพันธ์กันของอริยสัจ ๔ ที่ปรากฏในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร นั่นคือญาณทัสสนะ เนื่องด้วยญาณทัสสนะนั้นเกี่ยวโยงกันหมด ด้วยว่าอริยสัจ ๔ มีลักษณะเป็นสากล คือเป็นลักษณะของผู้รู้จริงทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นใคร ย่อมรู้ตรงกันและรู้เรื่องเดียวกัน ก็คือกระบวนการเกิดดับของทุกข์หรือกระบวนการเกิดดับของเหตุและผล กล่าวคือ[๒]

 

ทุกข์ (ผล)           มี             ก็เพราะมีสมุทัย (เหตุ)

นิโรธ (ผล)          มี             ก็เพราะมีมรรค (เหตุ)

ทุกข์มี                    ก็เพราะมีตัณหา (สมุทัย)

ทุกข์ดับ (นิโรธ)   ก็เพราะตัณหาดับ (ละได้ด้วยมรรค)

 

                ความสัมพันธ์กันของอริยสัจ ๔ ท่านเรียกว่า อิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นกระบวนการเกิดขึ้นและกระบวนการดับของทุกข์ ซึ่งจะเข้าถึงความจริงนี้ได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งจะทำให้เกิดญาณทรรศนะ รู้อริยสัจ รู้กิจที่ต้องทำต่ออริยสัจ และได้ทำกิจต่ออริยสัจสมบูรณ์แล้ว เมื่อญาณทรรศนะเกิดครบ ๓ รอบ ๑๒ อาการ ก็จะชื่อว่าเป็นผู้ตรัสรู้ เป็นอันทำสัจฉิกิริยา บรรลุนิเพธิกปัญญา คือพระนิพพาน เขียนสรุปความสัมพันธ์เป็นตารางได้ดังนี้[๓]

 

อริยสัจ

ญาณ ๓ (ญาณทัสสนะ/ยถาภูตญาณทัสสนะ)

สัจจญาณ

(ปริวัฏที่ ๑ มีอาการ ๔)

กิจญาณ 

(ปริวัฏที่ ๒ มีอาการ ๔)

กตญาณ 

(ปริวัฏที่ ๓ มีอาการ ๔)

ทุกข์

    (སྔུག་བསྔལ་dug ngelตัวทุกข์)

รู้ว่าทุกข์ คือดังนี้

= รู้ว่าปัญหาคืออะไร

ตัวปัญหาอยู่ที่ไหน

รู้ว่าทุกข์นี้ ควรกำหนดรู้

= รู้ว่าปัญหานี้ต้องเข้าใจสภาพและขอบเขตเป็นต้นของมัน

รู้ว่าทุกข์นี้ กำหนดรู้แล้ว

= รู้ว่าได้เข้าใจสภาพและขอบเขตของปัญหาแล้ว

 

สมุทัย

    (ཀུན་འབྱུང་kün jung สาเหตุแห่งทุกข์)

รู้ว่าสมุทัย คือดังนี้

(รู้ว่าตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์)

= รู้ว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร

รู้ว่าสมุทัยนี้ ควรละเสีย

(รู้ว่าตัณหาต้องละเสีย)

= รู้ว่าต้องแก้ไขที่สาเหตุนั้น

รู้ว่าสมุทัยนี้ ได้ละแล้ว

(รู้ว่าละตัณหาได้แล้ว)

= รู้ว่าสาเหตุนั้นได้แก้ไขกำจัดแล้ว

 

นิโรธ

    (འགོག་པ་gok paผลของการดับทุกข์)

รู้ว่านิโรธ คือดังนี้

(รู้ว่านิพพานเป็นภาวะดับทุกข์)

= รู้ว่าภาวะหมดปัญหาที่ต้องการคืออะไร ตนต้องการหรือควรต้องการอะไร

รู้ว่านิโรธ ควรทำให้แจ้ง

(รู้ว่านิพพานควรบรรลุ)

= รู้ว่าภาวะนั้น

เป็นจุดหมายที่ต้องไปให้ถึง

รู้ว่านิโรธนี้ ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว

(รู้ว่าได้บรรลุนิพพานแล้ว)

= รู้ว่าได้บรรลุจัดหมายนั้นแล้ว

 

มรรค

(ལམ་lamทางแห่งการดับทุกข์/วิธีดับทุกข์)

รู้ว่ามรรค คือดังนี้

(รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นทางดับทุกข์)

= รู้ว่าวิธีการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร

รู้ว่ามรรค ควรเจริญ

(รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ ควรปฏิบัติ

= รู้ว่าวิธีการนั้นจะต้องลงมือปฏิบัติหรือจัดดำเดินการ

รู้ว่ามรรคนี้ ได้เจริญแล้ว

(รู้ว่าได้ปฏิบัติตามมรรคแล้ว)

= รู้ว่าได้ปฏิบัติตามวิธีการนั้น เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

 

ข้าพเจ้าขอสรุปว่าความจริงแท้มีอยู่สองระดับ คือ ปรมัตถ์ และสมมติ ซึ่งก็คือ ศูนย์ตา และศูนย์ตาก็คือ อริยสัจสี่ อริยสัจสี่ก็คือ ปฏิจสมุปบาท ปฏิจสมุปบาทก็คือ อนัตตา ด้วยเหตุนี้ “ทางสายกลาง” จึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่จะก้าวไปสู่สภาวะอันสูงสุด คือ นิพพาน (นิรวาน)

อนึ่ง เราคงจะสงสัยว่าอภิปรัชญาที่พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ ที่เรียกว่า “อัพยากฤต” เหตุที่พระองค์ไม่ทรงตอบ เพราะคำตอบอยู่เหนือคำหรือความหมายของเหตุผล ไม่มีทางที่จะใช้คำพูดที่มีการบัญญัติขึ้นในโลกมาให้ความหมายจนยุติได้ มันเป็นภาวะที่ต้องรู้ด้วยจิตของตนเอง และเข้าใจเอง เมื่อใดที่มีคำพูดเพื่อบรรยายหรือมีการแสดงเพื่อบอกลักษณะ เมื่อนั้นภาวะดังกล่าวก็จะเปลี่ยนไปมิใช่ภาวะเดิม ดังเช่น โลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุดหรือโลกทั้งมีที่สุด และไม่มีที่สุดหรือโลกไม่ใช่ทั้งมีที่สุด และไม่ใช่ทั้งไม่มีที่สุด ทั้งสี่ทรรศนะ เรียกว่า “จตุษโกฏิ” (ขั้วทั้งสี่ (จตุษโกฏิขั้วทั้งสี่) ซึ่งมี ๑. เกิดเอง, ๒. สิ่งอื่นทำให้เกิด, ๓. ทั้งเกิดขึ้นเอง และสิ่งอื่นทำให้เกิด และ ๔.เกิดอย่างไร้เหตุ คือ เกิดขึ้นลอยๆ (๑. มี, ๒. ไม่มี, ๓. มีก็ไม่ใช่, ๔. ไม่มีก็ไม่ใช่)) ยังไม่มีการแสดงความหมายใดในโลกนี้ทั้งจากคำพูด การเขียนหรือการแสดงท่าทางไม่อยู่ภายในจตุรโกฏินี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหาข้อยุติจึงทำไม่ได้ภายในโลกใบนี้

ดังนั้น พุทธภาวะ คือ ภาวะเหนือโลก ที่อยู่ในโลกนี้ ถ้าคุณสามารถรู้ และดำรงในภาวะที่มีใช่อยู่นั้นภาวะทั้งสี่หรือจตุรโกฏิ นั่นคือ มี-ไม่ใช่, ไม่มี-ไม่ใช่, ไม่ใช่มี-ก็ไม่ใช่,ไม่ใช่ไม่มี-ก็ไม่ใช่ นี่คือ “ทางสายกลาง”

            ཡེདྷ་เย ธมฺมา ธรรมทั้งหลายใด

            ཧེ་ཏུ་པྲ་བྷ་ཝཱ།เหตุปฺปภวา มีความเกิดทั่วพร้อมเป็นเหตุ (ทุกขสัจหรือ ཏི་ติ) คือ ชาติ ชรา มรณา

ཏེ་ཥཱཾ ཧེཧུཾ ཏ་ཐཱ་ག་ཏཿ ཧ་ཝ་ད་ཏ།เตสํ เหตุมฺ ตถาคต อวจ พระตถาคตได้ตรัสแล้ว ซึ่งเหตุแห่งธรรมทั้งหลายนั้น (สมุทัยสัจ ཏི་ติ) กาม ตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ཏེ་ཥཱཾཙཡོ ནི་རོ་དྷ།เตสํ จ โย นิโรธ ก็ความดับอย่างไรของธรรมทั้งหลายนั้น (นิโรธสัจ ཨུ་อุ) อุฉินฺโน อุบายเครื่องตัดขาดแห่งตัณหาในปิยรูป เป็นต้น ขึ้นไป

ཡེ་ཝཾ ཝཱདཱི མ་ཧཱ་ཤྲ་མ་ཎཿ༎เอวํ วาที มหาสมณ อย่างนี้วาทะท่านมหาสมณะ (มรรคสัจ ནིนิ) มัชฌิมาปฏิปทาข้อปฏิบัติมีองค์แปดประการ

ทั้งหมดทั้งประการนี้จะเป็นหนทางที่จะให้สัตว์ดำเนินถึงนิพพานด้วยเหตุนั้น ทุกคนจะหลุดพ้นได้ก็เนื่องด้วยการบรรลุขั้นสุดท้าย นั่นคือ “นิพพาน”

“ดูกรกัจจนะโลกนี้ติดอยู่กับสิ่งสองประการ คือ “ความมี”และ “ความไม่มี” ผู้ใดเห็นความเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายในโลกตามความเป็นจริง และด้วยปัญญา “ความไม่มี”อะไรในโลกจะไม่มีแก่ผู้นั้น ดูกรกัจจนะ ผู้ใดเห็นความดับของสิ่งทั้งหลายในโลกตามความเป็นจริง และด้วยปัญญา “ความมี” อะไรในโลกจะไม่มีแก่ผู้นั้น”

“รูปแบบ คือ ความว่างเปล่า ความว่างเปล่า คือ รูปแบบ ไร้ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย จิตใจ ไร้รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส และความหลงผิด”

“ไร้ความชรา และความตาย ความชรา และความตาย ไม่สิ้นสุด ไร้ความทุกข์ ไร้สาเหตุ ไร้ความเจ็บปวด ไร้ตัณหา ไร้อวิชชา ไร้โมหะ เพื่อให้ไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผู้มีจิตแห่งพระโพธิสัตว์จึงปรารถนาจะกลับมาเกิดในภพใหม่ไม่จบสิ้น ละเลิกความเห็นแก่ตน มุ่งหวังความสุขของคนอื่น เพื่อสอนคนให้หลุดพ้นจากกิเลสเป็นปัจจัยแก่นิพพานในที่สุด”

 

 

บรรณานุกรม

๑. ภาษาไทย

๑) พระไตรปิฎก

มหามกุฏราชวิทยาลัย, มูลนิธิ. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับครบรอบ ๒๐๐ ปี แห่งราชวงศ์จักรีกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๕๒๕,            เล่มที่ ๑, ๑๙, ๒๔.พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖.

 

๑) หนังสือทั่วไป

ธรรมปิฎก., พระ. พุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๖ กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๓๘.

______ .พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม.กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. ๒๕๔๖.

ฟื้น ดอกบัว, รศ., ศาสนาเปรียบเทียบ.พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพมหานคร : บูรพาสาส์น, ๒๕๕๔.

สุเชาวน์ พลอยชุม, รศ.,พุทธปรัชญาในพระสุตตันตปิฎก.พิมพ์ครั้งแรก, กรุงเทพมหานคร: บางกอกบล๊อก. ๒๕๕๒.

(พรหมชาลสูตร, สีลขันธวรรค, ทีฆนิกาย, พระสุตตันปิฎกเล่ม๑, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙) คำบรรยายพระไตรปิฎก อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก กรุงเทพฯ

 

๒. ภาษาอังกฤษ

                1) Books

Bell, Sir Charles. The Religion of Tibet. England: Oxford Press, Reprinted 1970.

Dalai Lama Tenzin Gyatso, The 14th (XIVth), H.H. The Key to Madhyamika. India: Library of Tibetan Works

and Archives, 1974.

David J. Kalupahana. A History of Buddhist Philosophy. Delhi : Motilal Banarsidass, 1994.

Gombrich, Richard Francis. Theravāda Buddhism: a social history from ancient Benares to modern Colombo.

London: Routledge & Kegan Paul,1988.

Gyatso, Geshe Kelsang. Introduction to Buddhism. London: Tharpa Publications, 1992.

Jaidev Singh. An Introduction to Madhyamaka Philosophy. Delhi : Motilal Banarsidass, 1978.

Kalupahana David J. Nagarjuna: The Philosophy of the Middle Way. State University of New York Press,

 1986.

Nalinaksha Dutt. Mahayana Buddhism. Delhi :  Motilal Banarsidass, 1978.

NG Yu-Kwan. T’ien-Tai and Early Madhyamika. Hawaii : University of Hawaii, 1993.

Radhakrishnan. Indian Philosophy Vol. I. Delhi : Oxford University Press, 1992.

Vicente Fatone. The Philosphy of Nagarjuna. Delhi : Motilal Banarsidass,1991.

 



[๑]สํ.ม. ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘.

[๒]รศ. สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในพระสุตตันตปิฎก, (อ้างแล้ว), หน้า ๕ – ๖.

[๓]รศ. สุเชาวน์ พลอยชุม, พุทธปรัชญาในพระสุตตันตปิฎก, (อ้างแล้ว), หน้า ๑๒ – ๑๓. 

Share